< July 2008  
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    
 
5 latest entries
บันทึกจากสมุดเล่มเก่า [150/2]
เพลงเพราะ ความหมายดี [409/4]
วันที่ลูกนกจะจากร้ง. [163/0]
ไผหว่า [109/3]
แด่น้ำหยดนั้น [333/1]

บันทึกจากสมุดเล่มเก่า

จาก   สมุดบันทึกเล่มเก่า                     

--------------------------------------------------------------------

        เสียงพลั้วสนามที่กระหน่ำลึกลงดิน เขียงขวานเสียงเลื่อย ดังผสมผสานกับเสียงต้นไม้โค่นล้ม  ณ บนเนินเล็กๆแห่งนั้น

            ชีวิตของกำลังพล(จากร.7พัน1)หนึ่งกองร้อย พร้อมกำลังพลของทหารช่างอิกจำนวนหนึ่ง

            ในชั่วโมงเศษๆที่ผ่านมา พวกเราถูกชุ่มโจมตี ณ บนเนินแห่งนี้  มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บหนึ่งนาย เป็นอุปสรรคในการเคลื่อนกำลังพลไปข้างหน้า จุดนี้จึงเลยต้องแปลสภาพเป็นฐานที่มั่นชั่วคราว ใช้เวลาไม่นานนักพวกเราก็ขุดหลุมบังเกอร์ล้อมรอบบนเขานั้น ปรับกลางเนินพอที่จะให้เฮลิคอปเตอร์ลงมารับคนเจ็บได้

            แม้จะเป็นเวลาบ่ายโมงเศษๆ ท้องฟ้าก็ไม่ยอมเปิด ภูเขาปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ ทัศนะวิสัยในการมองเห็นได้ไม่ไกลนัก ฝนเม็ดเล็กปรอยปรายอยู่ตลอด

           

            ระหว่างต้นไม้พอโอบรอบลำต้นได้ กับจอมปลวกสูงประมาณหัวขณะนั่ง อาวุธประจำกายพิงไว้กับจอมปลวก

            ผมซ่อนกายอยู่ในชุดกันฝน ตัวผมราวกับลูกโป่งใบหนึ่งที่ใครคนหนึ่งเอาเข็มจิ้มจนลมพุ่งออกไปจนหมดแล้ว เป็นการพลางตัวทำหน้าที่ระวังป้องกันในที่กำบังตามภูมิประเทศ

            ภาพของเพื่อนที่ถูกยิงมันวนอยู่ในหัวของผม เขาถูกยิงเข้าที่ท้องขณะนี้หมอสนามให้น้ำเกลืออยู่ในบังเกอร์ห่างจากที่ผมอยู่ไม่เกิน3เมตร

            ผมนึกเสียวลูกปืน นึกถึงเวลามันวิ่งแหวกอากาศแล้งพุ่งมาชนตัวผม นึกหวาดเสียวภาพของตัวเองที่นอนชุ่มเลือด พุ่งกระฉุดออกมาเป็นน้ำพุ

            หมอกที่ลอยอยู่เหนือกอหญ้าเริ่มจางลง ผมยังคงซ่อนกายอยู่มี่เดิม จมอยู่กับความคิดจินตนาการณ์ของตัวเอง

            ลมพัดแรงขึ้น ทัศนะวิสัยในการมองเริ่มเห็นได้ไกล ทุ่งหญ้าคาโต้ลมเป็นคลื่นระรอกตามไหล่เขา

ห่างออกไปประมาณ20เมตรหญ้าคาเป็นคลื่นตามลมเช่นเดิม...แต่ เป็นที่สังเกต...คลื่นหญ้าคามีสีเทาดำเคลื่อนมาตาม ลม มีไม่ต่ำกว่าสามจุด…………………..

                               

 

...มันค่อยคืบคลานมาตามลม...

“มันมาตามลมจริงๆ ห่าแกวนี่” ผมสบถในใจขณะที่มือ เท้าชาอ่อนล้าไม่มีแรงไม่กล้าขยับแม้แต่จะหยิบอาวุธประจำกาย นึกโทษตัวเองที่ประมาทเช่นนี้

มันเคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกขณะ มีมากกว่า3จุด เป็น4 เป็น5 และอิกหลายๆจุดหากผมยิงในจุดใดจุดหนึ่ง คงไม่พลาด แต่อิกหลายๆจุดมันคงจะระดมยิงมาที่ตัวผมอย่างช่วยไม่ได้

“ต้องออกไปจากจุดนี้ให้เร็วที่สุด”สมองสั่งการเช่นนั้น

ทันใดนั้น...!!ปัง ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ.!! ภูเขาสะเทือนเป็นปานนั้น พลฯวิทยุบอกพิกัดให้ปืนใหญ่ช่วยยิงสนับสนุนเสียงดังกึกก้องปานภูจะถล่ม

ร่างผมนอนแผ่อยู่ในบังเกอร์ นึกไม่ออกว่าผมกระโดดออกมาจากจุดนั้นด้วยท่าไหน ไม่มีแม้แต่ผ้ากันฝนและอาวุธประจำกายติดตัวมา

เสียงคำรามกึกก้องของm.16รอบฐานที่มั่น ทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความตระหนก

รู้สึกว่าตัวผมจะพองใหญ่ขึ้นจนหาจุดที่กำบังยากแม้จะนอนอยู่ในร่องบังเกอร์แล้วก็ตาม...ความอ่อนแอ แอบซ่อนอยู่ภายใน...

ไม่ใช่สิ่งที่ผมเป็นและรู้สึกเช่นนี้มาก่อน

ไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบที่จะรู้สึกเช่นนี้

ในวินาทีที่ผมกระโดดออกมาจากจุดนั้น ไม่รู้อะไรเลยจริงๆไม่รู้ว่าอะไร มากระตุ้น ผมไม่เข้าใจว่าสมองสามารถสั่งการได้ฉับไวเช่นนั้น ตอนนี้ผมรู้เพียงแต่ว่าต้องรักษาชีวิตให้อยู่รอด ต้องเอาชีวิตให้รอด

 

เสียงปืนสงบลง เสียงเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่ห่างๆ สูงขึ้นไปบนท้องฟ้าเสียงเครื่องวีโอ10 หรือที่พวกเราขนานนามว่า “ไอ้ปากหมา”คงบินตรวจการณ์อยู่ แต่ไม่สามารถมองเห็นได้เพราะยังมีเมฆที่ค่อนข้างหนา ด้วยเหตุที่มีความปลอดภัยน้อย เฮลิคอปเตอร์จึงไม่สามารถลงมารับผู้บาดเจ็บได้

ไม่มีใครเสียชีวิตหรือบาดเจ็บเพิ่ม เสียงปืนที่กระหน่ำยิงรอบฐานเมื่อสักครู่ ไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน

...ยิงเพื่อขับไล่ให้พวกมันออกไปไกลๆเท่านั้นเอง...

 

ห่างออกไป 5 เมตร อ็อด นั่งกอดปืนตัวสั่นงั๊กอยู่ตรงนั้น

“อ็อด มานี่เร็ว”ผมเรียกให้เข้ามาหา

อ็อดส่ายหน้า...ผมครึ่งก้มครึ่งคลานเข้าไปหาเขา บอกเขาช่วยระวังป้องกันให้ บุญทาเพื่อนร่วมตายอิกคนย่องเข้ามาสมทบทำให้อุ่นใจขึ้นบ้าง

ผมค่อยคลานๆหมอบๆ จุดประสงค์คือปืนที่ถูกทิ้งไว้ ลักษณะปืนวางเรียบอยู่กับพื้น ผ้ากันฝนแผ่กระจายไม่เป็นระเบียบ ที่โคนไม้มีรอยถากของกระสุนเห็นชัด

“ริบเข้ามาเร็ว...ออ”บุญทาเร่งผมบ่งบอกถึงการเป็นห่วง

อ็อด ยังคงนั่งเหม่อที่เดิม

(อ็อด เป็นสาวประเภทสอง ก็กระเทยนั่นแหละครับ รูปร่าง หน้าตา กิริยา ท่าทางทั้งหมดไม่มีบ่งบอกว่าเป็นชายตรงไหนเลย เป็นทหารเกณฑ์รุ่นเดียวกับผม อ็อดเคยชนะเลิศประกวดนางนพมาตร งานลอยกระธงมาแล้ว อ็อดจะเรียกผมว่า ออจ๋า...ออจ๋า อยู่ตลอดจนติดปากไม่ว่าจะอยู่กันสองต่อสอง หรืออยู่รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ จนเพื่อนๆเข้าใจว่า เรามีอะไรกันแล้ว...!ผมได้พบกับอ็อดอิกครั้ง อ็อดมาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เขาบอกผมว่าหลังจากได้พักกลับบ้าน ก็ไม่ได้เข้ากองร้อยอิกเลย อ็อดหนีทหารมาทำงานแถวพัทยา...เอ๊า!!!มาต่อกันดีกว่า ว่าผมทำเอาท่าไหนถึงต้องมานอนอยู่โรงพยาบาล)

-----------------------------------------------------

 

คืนที่ขวัญผวา ระโคนกับความอ่อนล้าของร่างกาย ผมนั่งระวังอยู่ช่องบังเกอร์ กะยิงดะหากมีสิ่งผิดปกติ... งัวเงียบางขณะ

“ออ...หมู่เองนะ”สิบเอกประจวบ ต๊ะแดง ผบ.หมู่เรียกผมเสียงแผ่ว

“มีอะไรครับหมู่”ผมถาม ด้วยความกังวลลึกๆ

“ออ...ไปพักผ่อนก่อน หมู่จะนั่งเวรแทน”เขาบอก

“พยายามชวนสมบูรณ์คุยด้วย อย่าให้เขาหลับ”ประโยคหลังผมอึ้ง ลังเลอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ขยับตัวออกจากช่องเล็กนั้นเพื่อหลีกทางให้เขา กังวลลึกๆ นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรต่อ คำพูดมีอยู่ในหัวแต่ อ้ำอึ้งราวกับมีลูกปิงปองมันคาคับอยู่ระหว่างลำคอกับลิ้นปี่สักสองลูกได้

                                       

“ครับ...หมู่”เป็นคำจำนนที่ไม่ได้ตั้งใจ และมันก็ขัดกับความรู้สึกขณะนั้นคล้ายว่าจะพร้อมปฏิบัติ ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้นเลย.

 

แสงจันทร์ของวันที่ 27 พฤษภาคม 2524 (จำไม่ได้ว่าข้างขึ้นหรือข้างแรม)

ดูสลัวทำให้ตาพร่าเป็นบางครั้ง เมฆปิดบังจนไม่รู้ว่าตำแหน่งของดวงจันทร์อยู่ตรงไหน สายตาที่ปรับเข้ากับสภาพตามธรรมชาติจึงสามารถมองเห็นทุกสิ่งได้เป็นอย่างดี

แววตาที่ระโหยอ่อน มีคราบน้ำตาจับอยู่ที่ขอบตาวาววับ

ผมขยับตัวช้าๆอย่างระมัดระวังเหมือนเกร็งจะทำอะไรตกแตกบางอย่าง

เสียงหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่มีจังหวะที่แน่นอน มีขาดตอนเป็นช่วงๆของสมบูรณ์ ทำให้หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะเช่นกัน

ไม่ง่ายนักที่จะขยับกายเข้าใกล้ ในความสลัวนั้น

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ในสถานการณ์ที่จำยอมเช่นนี้

“สมบูรณ์เรามาอยู่เป็นเพื่อนนะ”ผมทักทายไม่เป็นจังหวะจะโคนนัก เอื้อมมือไปจับมือเขามากุมไว้ราวกับจะให้ความอบอุ่นแล่นลึกเข้าไปถึงข้างในหัวใจเขา

นิ้วมือที่เย็นแสนเย็นนั้นกระดิกคล้ายจะบอกว่ารับรู้แล้ว

“อยากกลับบ้าน”เสียงแผ่วแหบของสมบูรณ์เย็นวาบลงไปถึงลำไส้ของผม

“เดี๋ยวก็สว่างแล้ว เดียวเราก็จะได้กลับบ้านกันแล้ว”ผมพูดด้วยหัวใจและความรู้สึกเช่นนั้น...หวังให้เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เขามองผมด้วยแววตาอ่อนโยนเป็นประกาย คล้ายจะเอาใจ คล้ายจะให้กำลังใจผม ผมอยากจะชวนเขาคุยมากกว่านั้น ขณะที่จิตใจผมว้าวุ่น ไม่นิ่ง ไม่สงบ มันสับสนผสมผสานกันไป

เขาเหม่อมอง ทะลุผ่านผมไปราวกับไม่มีผมอยู่ตรงนั้น

เขาเพ่ง แต่ดูไร้จุดหมาย

 

มือวางนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับจะรอรับสิ่งของ

ราวกับจะขอร้องอะไรสักอย่าง

มันสงบแสนสงบ นิ่งแสนนิ่ง.......................................................

                                                           

....ในความสลัวของเงาจันทร์ ดวงตาคู่นั้นกำลังหรี่ลง และคล้ายกับว่ากำลังจะลืมขึ้นแล้วจ้องมาที่ผมในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง

ผมไล้มือไปที่ใบหน้าและขอบดวงตาเขาเบาๆ

..มันไม่ใช่หุ่นหรือรูปปั้น..

..นั่นคือเพื่อนของผม..

..นี่คือช่วงที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของผม หรือเปล่า..

..ไม่ใช่ ไม่ใช่เช่นนั้นแน่นอน..

ผมวางมือเพื่อนลงกับพื้น เอื้อมมือไปหยิบมาม่าที่เปิดซองทิ้งไว้ ผมหักมันใส่ปากทั้งๆที่ไม่นึกหิวอะไรเลย ในปากที่แห้งผาก มาม่าที่อมต้องพ่นทิ้ง

“สมบูรณ์...!!”ผมเรียก เสียงดังเกินพิกัดโดยไม่เจตนา

“ออ...เกิดอะไรขึ้น”เสียงของบุญทาที่นั่งเวรบังเกอร์ถัดไป ถาม

“มานี่ก่อน”ผมเรียกบุญทา หมู่ประจวบเข้ามาสมทบด้วยอิกคน ทั้งสองจ้องไปที่ร่างของสมบูรณ์ด้วยความตระหนก บุญทาหลับตา คล้ายว่ากำลังสวดมนต์

ผมอยากบอกว่ามันคือความฝัน เป็นเพียงภาพหลอน เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปได้อย่างไร ไม่อยากให้มันเป็นความจริง

หมู่จวบ จ้องผมราวว่าปรารถนาจะรู้คำตอบอย่างแรงกล้า

ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตอบ ทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

................................................................................................................

 

            ฟ้าสว่าง ยามรุ่งสาง มีกลุ่มเมฆลอยตามหุบเขาเป็นหย่อมๆ ทิศตะวันออกเป็นภูสูงบดบังแสงอาทิตย์ที่คาดว่าน่าจะโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าแล้ว

ทิศตะวันตก เป็นเนินลาดต่ำลง มองเห็นหมู่บ้านและทุ่งนาไกลริบ บางจุดจะมีแสงอาทิตย์ เล็ดรอดผ่านช่องหุบเขา ทอแสงประกายสะท้อนขอบฟ้าด้านตะวันตกเหลืองอร่ามเรืองรอง

 

มีคำสั่งให้หมู่ที่1 ออกลาดตระเวนคุ้มกันด้านทิศตะวันออก ภารกิจที่เป็นเป้าหมายคือ เพื่อคุ้นกันให้เฮลิคอปเตอร์ มารับศพ จุดหมายหรือพิกัดที่ต้องไปให้ถึงคือเนินสูง ห่างจากฐานที่มั่นประมาณ200เมตร

 

                                               

พวกเราค่อยเดินลัดเลาะตามโขดหินอย่างระมัดระวัง พยายามให้เกิดเสียงน้อยที่สุด แม้แต่ลมหายใจหากเป็นไปได้ก็จะพยายามอดกลั้น

และแล้ว…!!แครก!!!ตุ้ม????

วูบหนึ่งนั้น...!!คือความรู้สึกผสมผสานระหว่างความจริง ความฝัน ความทรงจำและจินตนาการ

ไม่ได้ยินแม้ใครจะพูดจะตระโกนเช่นใด

ไม่อยากจินตนาการถึงสภาพร่างกายขณะนี้ นั้น.

อยากลบล้างความรู้สึก ความกังวลใดๆออกไปจากหัว

อยากให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง ไม่มีอนาคต ไม่มีอดีต

ไม่อยากให้มีความทรงจำใดๆ

อะไรต่อมิอะไรที่เคยมีความหมายมาก่อน ไร้ความหมายอิกต่อไป

รู้สึกทีเดียวว่าทางสายอนาคตหักเลี้ยวกะทันหัน เป็นเหมือนดาวเคราะห์ที่กำลังถูกดึงดุดเข้าไปในวังวนแห่งแรงโน้มถ่วงของหลุมดำไม่มีทางหนีพ้น

ไม่มีทางที่จะหนีพ้น

 

            ร่างกาย ...ที่คิดว่าคงจะเหลือไม่เท่าไหร่ ถูกพันธนาการด้วยเชือกผูกมัด รัดเข้ากับเปลสนามพะลุงพะลังไปด้วยสายน้ำเกลือ

            “ผมอยากจะคลานออกจากร่างตัวเองเสียเหลือเกิน”

        พยายามชำเรืองด้วยหางตาที่พร่ามัว อ่อนล้า...ที่ข้างๆผมคือศพของสมบูรณ์ ถูกคลุมด้วยธงไตรรงค์รัดไว้กับเปลสนามอิกที จินตนาการเอาว่า ขณะนี้น่าจะอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ รู้สึกว่ากำลังถูกเหวี่ยงไปมา ราวกับนอนในเปลยวน เสียงคำรามของเครื่องยนต์และใบพัด กึกก้องสะท้านป่าสะเทือนกาย

       

 

 

ผมและสมบูรณ์ ถูกแยกจากกัน ณ จุดที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอด ไม่แน่ใจว่าความโชคร้ายระหว่างเราสองคน หมายถึงผมกับสมบูรณ์...ใคร ที่โชคร้ายกว่ากัน...

        หมอ...สวมแว่นตาหนาเตอะอย่างกับก้นขวด ทำให้ตาของหมอดูน่ากลัว กับสตรีชุดขาวสวมหมวกคล้ายมีเขาสองข้าง แรกคิดว่า ยมบาล แต่ท่าทางใจดี ช่วยถือถุงเลือดและถุงน้ำเกลือวิ่งตามเปลที่เขนร่างกายครึ่งท่อนของผมเข้าห้องผ่าตัด******

            29 พฤษภาคม 2524 รู้สึกตัวอิกที ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

            อิก3วันถัดมา สิบเอกประจวบ ต๊ะแดง ก็ตามผมมาในสภาพ ขาขาด2ข้างเช่นกัน

 

(ผ่านมา27ปีหยิบมาอ่านทีไรให้ความรู้สึกเหมือนกับผ่านมาไม่กี่วัน)

                                                                                                                                                                                                            ลุง ล้อเลื่อน

 

 

 

 

Posted on 20 Jun 2008 10:50:41
Total 2 Comment(s)
อ่านแล้วนึกถึง หนังสือเล่มหนึ่งนะคะ
กับชีวิตของทหารในสมรภูมิร่มเกล้า
อ่านจบแล้ว แต่เหมือนภาพในสมรภูมิครั้งนั้น
ถูกบันทึกในมโนนึก เรียงต่อกันทีละภาพ
จนชัดเจนในสำนึกคิด ถึงแม้ ตัวเราเอง จะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริงครั้งนั้น
ทำให้นึกถึง ชีวิตวีรชนผู้กล้าที่พลีชีพเพื่อแผ่นดินในอดีตคนแล้วคนเล่า

แต่ตอนนี้แผ่นดินของเรากำลังจะถูกกลืนกินจาก....ไปทุกที ดูแล้วน่าใจหาย


ไม่รู้ว่า คุณลุงล้อเลื่อนเป็นหนึ่งนักรบผู้กล้าในสมรภูมิครั้งนั้นหรือเปล่าคะ

จะแวะมาอ่านบ่อยๆนะคะ
anantraya
20 Jun 2008 17:18:40
สนามรบครั้งนั้น แม้จุดจบจะเป็นที่ ไม่น่าภูมิใจนัก แต่.สมรภูมินั้นก็ทำให้ไทยเรากับประเทศเพื่อนบ้าน มีความรักกันเหมือนพี่น้องแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
...จะเสียใจมากครับหากเรา....รบกันเอง...
ลุง ล้อเลื่อน
20 Jun 2008 20:40:56
Name :
E-mail :
URL :
Message :