จาก สมุดบันทึกเล่มเก่า
--------------------------------------------------------------------
เสียงพลั้วสนามที่กระหน่ำลึกลงดิน เขียงขวานเสียงเลื่อย ดังผสมผสานกับเสียงต้นไม้โค่นล้ม ณ บนเนินเล็กๆแห่งนั้น
ชีวิตของกำลังพล(จากร.7พัน1)หนึ่งกองร้อย พร้อมกำลังพลของทหารช่างอิกจำนวนหนึ่ง
ในชั่วโมงเศษๆที่ผ่านมา พวกเราถูกชุ่มโจมตี ณ บนเนินแห่งนี้ มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บหนึ่งนาย เป็นอุปสรรคในการเคลื่อนกำลังพลไปข้างหน้า จุดนี้จึงเลยต้องแปลสภาพเป็นฐานที่มั่นชั่วคราว ใช้เวลาไม่นานนักพวกเราก็ขุดหลุมบังเกอร์ล้อมรอบบนเขานั้น ปรับกลางเนินพอที่จะให้เฮลิคอปเตอร์ลงมารับคนเจ็บได้
แม้จะเป็นเวลาบ่ายโมงเศษๆ ท้องฟ้าก็ไม่ยอมเปิด ภูเขาปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ ทัศนะวิสัยในการมองเห็นได้ไม่ไกลนัก ฝนเม็ดเล็กปรอยปรายอยู่ตลอด
ระหว่างต้นไม้พอโอบรอบลำต้นได้ กับจอมปลวกสูงประมาณหัวขณะนั่ง อาวุธประจำกายพิงไว้กับจอมปลวก
ผมซ่อนกายอยู่ในชุดกันฝน ตัวผมราวกับลูกโป่งใบหนึ่งที่ใครคนหนึ่งเอาเข็มจิ้มจนลมพุ่งออกไปจนหมดแล้ว เป็นการพลางตัวทำหน้าที่ระวังป้องกันในที่กำบังตามภูมิประเทศ
ภาพของเพื่อนที่ถูกยิงมันวนอยู่ในหัวของผม เขาถูกยิงเข้าที่ท้องขณะนี้หมอสนามให้น้ำเกลืออยู่ในบังเกอร์ห่างจากที่ผมอยู่ไม่เกิน3เมตร
ผมนึกเสียวลูกปืน นึกถึงเวลามันวิ่งแหวกอากาศแล้งพุ่งมาชนตัวผม นึกหวาดเสียวภาพของตัวเองที่นอนชุ่มเลือด พุ่งกระฉุดออกมาเป็นน้ำพุ
หมอกที่ลอยอยู่เหนือกอหญ้าเริ่มจางลง ผมยังคงซ่อนกายอยู่มี่เดิม จมอยู่กับความคิดจินตนาการณ์ของตัวเอง
ลมพัดแรงขึ้น ทัศนะวิสัยในการมองเริ่มเห็นได้ไกล ทุ่งหญ้าคาโต้ลมเป็นคลื่นระรอกตามไหล่เขา
ห่างออกไปประมาณ20เมตรหญ้าคาเป็นคลื่นตามลมเช่นเดิม...แต่ เป็นที่สังเกต...คลื่นหญ้าคามีสีเทาดำเคลื่อนมาตาม ลม มีไม่ต่ำกว่าสามจุด
..
...มันค่อยคืบคลานมาตามลม...
มันมาตามลมจริงๆ ห่าแกวนี่ ผมสบถในใจขณะที่มือ เท้าชาอ่อนล้าไม่มีแรงไม่กล้าขยับแม้แต่จะหยิบอาวุธประจำกาย นึกโทษตัวเองที่ประมาทเช่นนี้
มันเคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกขณะ มีมากกว่า3จุด เป็น4 เป็น5 และอิกหลายๆจุดหากผมยิงในจุดใดจุดหนึ่ง คงไม่พลาด แต่อิกหลายๆจุดมันคงจะระดมยิงมาที่ตัวผมอย่างช่วยไม่ได้
ต้องออกไปจากจุดนี้ให้เร็วที่สุดสมองสั่งการเช่นนั้น
ทันใดนั้น...!!ปัง ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ.!! ภูเขาสะเทือนเป็นปานนั้น พลฯวิทยุบอกพิกัดให้ปืนใหญ่ช่วยยิงสนับสนุนเสียงดังกึกก้องปานภูจะถล่ม
ร่างผมนอนแผ่อยู่ในบังเกอร์ นึกไม่ออกว่าผมกระโดดออกมาจากจุดนั้นด้วยท่าไหน ไม่มีแม้แต่ผ้ากันฝนและอาวุธประจำกายติดตัวมา
เสียงคำรามกึกก้องของm.16รอบฐานที่มั่น ทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความตระหนก
รู้สึกว่าตัวผมจะพองใหญ่ขึ้นจนหาจุดที่กำบังยากแม้จะนอนอยู่ในร่องบังเกอร์แล้วก็ตาม...ความอ่อนแอ แอบซ่อนอยู่ภายใน...
ไม่ใช่สิ่งที่ผมเป็นและรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
ไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบที่จะรู้สึกเช่นนี้
ในวินาทีที่ผมกระโดดออกมาจากจุดนั้น ไม่รู้อะไรเลยจริงๆไม่รู้ว่าอะไร มากระตุ้น ผมไม่เข้าใจว่าสมองสามารถสั่งการได้ฉับไวเช่นนั้น ตอนนี้ผมรู้เพียงแต่ว่าต้องรักษาชีวิตให้อยู่รอด ต้องเอาชีวิตให้รอด
เสียงปืนสงบลง เสียงเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่ห่างๆ สูงขึ้นไปบนท้องฟ้าเสียงเครื่องวีโอ10 หรือที่พวกเราขนานนามว่า ไอ้ปากหมาคงบินตรวจการณ์อยู่ แต่ไม่สามารถมองเห็นได้เพราะยังมีเมฆที่ค่อนข้างหนา ด้วยเหตุที่มีความปลอดภัยน้อย เฮลิคอปเตอร์จึงไม่สามารถลงมารับผู้บาดเจ็บได้
ไม่มีใครเสียชีวิตหรือบาดเจ็บเพิ่ม เสียงปืนที่กระหน่ำยิงรอบฐานเมื่อสักครู่ ไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน
...ยิงเพื่อขับไล่ให้พวกมันออกไปไกลๆเท่านั้นเอง...
ห่างออกไป 5 เมตร อ็อด นั่งกอดปืนตัวสั่นงั๊กอยู่ตรงนั้น
อ็อด มานี่เร็วผมเรียกให้เข้ามาหา
อ็อดส่ายหน้า...ผมครึ่งก้มครึ่งคลานเข้าไปหาเขา บอกเขาช่วยระวังป้องกันให้ บุญทาเพื่อนร่วมตายอิกคนย่องเข้ามาสมทบทำให้อุ่นใจขึ้นบ้าง
ผมค่อยคลานๆหมอบๆ จุดประสงค์คือปืนที่ถูกทิ้งไว้ ลักษณะปืนวางเรียบอยู่กับพื้น ผ้ากันฝนแผ่กระจายไม่เป็นระเบียบ ที่โคนไม้มีรอยถากของกระสุนเห็นชัด
ริบเข้ามาเร็ว...ออบุญทาเร่งผมบ่งบอกถึงการเป็นห่วง
อ็อด ยังคงนั่งเหม่อที่เดิม
(อ็อด เป็นสาวประเภทสอง ก็กระเทยนั่นแหละครับ รูปร่าง หน้าตา กิริยา ท่าทางทั้งหมดไม่มีบ่งบอกว่าเป็นชายตรงไหนเลย เป็นทหารเกณฑ์รุ่นเดียวกับผม อ็อดเคยชนะเลิศประกวดนางนพมาตร งานลอยกระธงมาแล้ว อ็อดจะเรียกผมว่า ออจ๋า...ออจ๋า อยู่ตลอดจนติดปากไม่ว่าจะอยู่กันสองต่อสอง หรืออยู่รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ จนเพื่อนๆเข้าใจว่า เรามีอะไรกันแล้ว...!ผมได้พบกับอ็อดอิกครั้ง อ็อดมาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เขาบอกผมว่าหลังจากได้พักกลับบ้าน ก็ไม่ได้เข้ากองร้อยอิกเลย อ็อดหนีทหารมาทำงานแถวพัทยา...เอ๊า!!!มาต่อกันดีกว่า ว่าผมทำเอาท่าไหนถึงต้องมานอนอยู่โรงพยาบาล)
-----------------------------------------------------
คืนที่ขวัญผวา ระโคนกับความอ่อนล้าของร่างกาย ผมนั่งระวังอยู่ช่องบังเกอร์ กะยิงดะหากมีสิ่งผิดปกติ... งัวเงียบางขณะ
ออ...หมู่เองนะสิบเอกประจวบ ต๊ะแดง ผบ.หมู่เรียกผมเสียงแผ่ว
มีอะไรครับหมู่ผมถาม ด้วยความกังวลลึกๆ
ออ...ไปพักผ่อนก่อน หมู่จะนั่งเวรแทนเขาบอก
พยายามชวนสมบูรณ์คุยด้วย อย่าให้เขาหลับประโยคหลังผมอึ้ง ลังเลอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ขยับตัวออกจากช่องเล็กนั้นเพื่อหลีกทางให้เขา กังวลลึกๆ นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรต่อ คำพูดมีอยู่ในหัวแต่ อ้ำอึ้งราวกับมีลูกปิงปองมันคาคับอยู่ระหว่างลำคอกับลิ้นปี่สักสองลูกได้
ครับ...หมู่เป็นคำจำนนที่ไม่ได้ตั้งใจ และมันก็ขัดกับความรู้สึกขณะนั้นคล้ายว่าจะพร้อมปฏิบัติ ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้นเลย.
แสงจันทร์ของวันที่ 27 พฤษภาคม 2524 (จำไม่ได้ว่าข้างขึ้นหรือข้างแรม)
ดูสลัวทำให้ตาพร่าเป็นบางครั้ง เมฆปิดบังจนไม่รู้ว่าตำแหน่งของดวงจันทร์อยู่ตรงไหน สายตาที่ปรับเข้ากับสภาพตามธรรมชาติจึงสามารถมองเห็นทุกสิ่งได้เป็นอย่างดี
แววตาที่ระโหยอ่อน มีคราบน้ำตาจับอยู่ที่ขอบตาวาววับ
ผมขยับตัวช้าๆอย่างระมัดระวังเหมือนเกร็งจะทำอะไรตกแตกบางอย่าง
เสียงหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่มีจังหวะที่แน่นอน มีขาดตอนเป็นช่วงๆของสมบูรณ์ ทำให้หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะเช่นกัน
ไม่ง่ายนักที่จะขยับกายเข้าใกล้ ในความสลัวนั้น
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ในสถานการณ์ที่จำยอมเช่นนี้
สมบูรณ์เรามาอยู่เป็นเพื่อนนะผมทักทายไม่เป็นจังหวะจะโคนนัก เอื้อมมือไปจับมือเขามากุมไว้ราวกับจะให้ความอบอุ่นแล่นลึกเข้าไปถึงข้างในหัวใจเขา
นิ้วมือที่เย็นแสนเย็นนั้นกระดิกคล้ายจะบอกว่ารับรู้แล้ว
อยากกลับบ้านเสียงแผ่วแหบของสมบูรณ์เย็นวาบลงไปถึงลำไส้ของผม
เดี๋ยวก็สว่างแล้ว เดียวเราก็จะได้กลับบ้านกันแล้วผมพูดด้วยหัวใจและความรู้สึกเช่นนั้น...หวังให้เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เขามองผมด้วยแววตาอ่อนโยนเป็นประกาย คล้ายจะเอาใจ คล้ายจะให้กำลังใจผม ผมอยากจะชวนเขาคุยมากกว่านั้น ขณะที่จิตใจผมว้าวุ่น ไม่นิ่ง ไม่สงบ มันสับสนผสมผสานกันไป
เขาเหม่อมอง ทะลุผ่านผมไปราวกับไม่มีผมอยู่ตรงนั้น
เขาเพ่ง แต่ดูไร้จุดหมาย
มือวางนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับจะรอรับสิ่งของ
ราวกับจะขอร้องอะไรสักอย่าง
มันสงบแสนสงบ นิ่งแสนนิ่ง.......................................................
....ในความสลัวของเงาจันทร์ ดวงตาคู่นั้นกำลังหรี่ลง และคล้ายกับว่ากำลังจะลืมขึ้นแล้วจ้องมาที่ผมในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง
ผมไล้มือไปที่ใบหน้าและขอบดวงตาเขาเบาๆ
..มันไม่ใช่หุ่นหรือรูปปั้น..
..นั่นคือเพื่อนของผม..
..นี่คือช่วงที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของผม หรือเปล่า..
..ไม่ใช่ ไม่ใช่เช่นนั้นแน่นอน..
ผมวางมือเพื่อนลงกับพื้น เอื้อมมือไปหยิบมาม่าที่เปิดซองทิ้งไว้ ผมหักมันใส่ปากทั้งๆที่ไม่นึกหิวอะไรเลย ในปากที่แห้งผาก มาม่าที่อมต้องพ่นทิ้ง
สมบูรณ์...!!ผมเรียก เสียงดังเกินพิกัดโดยไม่เจตนา
ออ...เกิดอะไรขึ้นเสียงของบุญทาที่นั่งเวรบังเกอร์ถัดไป ถาม
มานี่ก่อนผมเรียกบุญทา หมู่ประจวบเข้ามาสมทบด้วยอิกคน ทั้งสองจ้องไปที่ร่างของสมบูรณ์ด้วยความตระหนก บุญทาหลับตา คล้ายว่ากำลังสวดมนต์
ผมอยากบอกว่ามันคือความฝัน เป็นเพียงภาพหลอน เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปได้อย่างไร ไม่อยากให้มันเป็นความจริง
หมู่จวบ จ้องผมราวว่าปรารถนาจะรู้คำตอบอย่างแรงกล้า
ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตอบ ทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
................................................................................................................
ฟ้าสว่าง ยามรุ่งสาง มีกลุ่มเมฆลอยตามหุบเขาเป็นหย่อมๆ ทิศตะวันออกเป็นภูสูงบดบังแสงอาทิตย์ที่คาดว่าน่าจะโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าแล้ว
ทิศตะวันตก เป็นเนินลาดต่ำลง มองเห็นหมู่บ้านและทุ่งนาไกลริบ บางจุดจะมีแสงอาทิตย์ เล็ดรอดผ่านช่องหุบเขา ทอแสงประกายสะท้อนขอบฟ้าด้านตะวันตกเหลืองอร่ามเรืองรอง
มีคำสั่งให้หมู่ที่1 ออกลาดตระเวนคุ้มกันด้านทิศตะวันออก ภารกิจที่เป็นเป้าหมายคือ เพื่อคุ้นกันให้เฮลิคอปเตอร์ มารับศพ จุดหมายหรือพิกัดที่ต้องไปให้ถึงคือเนินสูง ห่างจากฐานที่มั่นประมาณ200เมตร
พวกเราค่อยเดินลัดเลาะตามโขดหินอย่างระมัดระวัง พยายามให้เกิดเสียงน้อยที่สุด แม้แต่ลมหายใจหากเป็นไปได้ก็จะพยายามอดกลั้น
และแล้ว
!!แครก!!!ตุ้ม????
วูบหนึ่งนั้น...!!คือความรู้สึกผสมผสานระหว่างความจริง ความฝัน ความทรงจำและจินตนาการ
ไม่ได้ยินแม้ใครจะพูดจะตระโกนเช่นใด
ไม่อยากจินตนาการถึงสภาพร่างกายขณะนี้ นั้น.
อยากลบล้างความรู้สึก ความกังวลใดๆออกไปจากหัว
อยากให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง ไม่มีอนาคต ไม่มีอดีต
ไม่อยากให้มีความทรงจำใดๆ
อะไรต่อมิอะไรที่เคยมีความหมายมาก่อน ไร้ความหมายอิกต่อไป
รู้สึกทีเดียวว่าทางสายอนาคตหักเลี้ยวกะทันหัน เป็นเหมือนดาวเคราะห์ที่กำลังถูกดึงดุดเข้าไปในวังวนแห่งแรงโน้มถ่วงของหลุมดำไม่มีทางหนีพ้น
ไม่มีทางที่จะหนีพ้น
ร่างกาย ...ที่คิดว่าคงจะเหลือไม่เท่าไหร่ ถูกพันธนาการด้วยเชือกผูกมัด รัดเข้ากับเปลสนามพะลุงพะลังไปด้วยสายน้ำเกลือ
ผมอยากจะคลานออกจากร่างตัวเองเสียเหลือเกิน
พยายามชำเรืองด้วยหางตาที่พร่ามัว อ่อนล้า...ที่ข้างๆผมคือศพของสมบูรณ์ ถูกคลุมด้วยธงไตรรงค์รัดไว้กับเปลสนามอิกที จินตนาการเอาว่า ขณะนี้น่าจะอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ รู้สึกว่ากำลังถูกเหวี่ยงไปมา ราวกับนอนในเปลยวน เสียงคำรามของเครื่องยนต์และใบพัด กึกก้องสะท้านป่าสะเทือนกาย
ผมและสมบูรณ์ ถูกแยกจากกัน ณ จุดที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอด ไม่แน่ใจว่าความโชคร้ายระหว่างเราสองคน หมายถึงผมกับสมบูรณ์...ใคร ที่โชคร้ายกว่ากัน...
หมอ...สวมแว่นตาหนาเตอะอย่างกับก้นขวด ทำให้ตาของหมอดูน่ากลัว กับสตรีชุดขาวสวมหมวกคล้ายมีเขาสองข้าง แรกคิดว่า ยมบาล แต่ท่าทางใจดี ช่วยถือถุงเลือดและถุงน้ำเกลือวิ่งตามเปลที่เขนร่างกายครึ่งท่อนของผมเข้าห้องผ่าตัด******
29 พฤษภาคม 2524 รู้สึกตัวอิกที ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
อิก3วันถัดมา สิบเอกประจวบ ต๊ะแดง ก็ตามผมมาในสภาพ ขาขาด2ข้างเช่นกัน
(ผ่านมา27ปีหยิบมาอ่านทีไรให้ความรู้สึกเหมือนกับผ่านมาไม่กี่วัน)
ลุง ล้อเลื่อน
|