ดินเหนียวที่ถูกปั้นเป็นรูปหมูยิ้มแฉ่ง ข้างหลังถูกดัดแปลงให้เป็นหลุมเล็กๆ พอให้เป็นที่อยู่อาศัยของต้นไม้น้อยๆ ได้สักต้นหนึ่ง
เฟิร์นข้าหลวงหลังลายต้นกระจ้อยร่อยคือต้นไม้ที่ฉันเลือกใช้ประดับประดา ความรู้สึกในเบื้องแรก คือ จะต้องทะนุถนอม ดูแลมันให้ดีที่สุด เพื่อให้มันมีอายุยืนยาวอยู่ในสังคมเมืองใหญ่นี้ให้ได้นานที่สุด
ตอนที่ได้มันมาจากร้านขายต้นไม้แถบชานเมือง มันดูสดชื่นแข็งแรงดี และนั่นหมายถึงใจของฉันที่อิ่มเอิบเบิกบานตามไปด้วยเช่นกัน
ฉันเฝ้าดูแลมันอย่างดี รดน้ำมันทุกวัน เฝ้ามองดูในทุกๆ ความเจริญเติบโตของมันอย่างใกล้ชิด เคยคิดว่าสักวันหนึ่งเมื่อมันต้นใหญ่ขึ้นคงได้เปลี่ยนกระถางให้ใหม่ เพื่อให้มันอยู่ได้สบาย
แต่ความคิดของฉันก็ค่อยๆ หดหู่และจืดจางลงไป เมื่อเจ้าเฟิร์นต้นน้อยหงอยเหงาลงทุกวันๆ ใบที่เคยเขียวสดกลับมีสีเหลืองแซมเพิ่มเข้ามา มันเริ่มอ่อนแอลงจนฉันไม่สบายใจ เฝ้าครุ่นคิดหาสาเหตุอยู่นานก็ขบปัญหานี้ไม่แตกสักที
จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันนั่งรถเมล์กลับบ้าน ทางที่ผ่านป่าเขาลำเนาดอย มีต้นหญ้าขึ้นอยู่เต็ม แตกหน่อ ออกกอ ผลิใบ ผุดดอก ดูสดชื่นแจ่มใสกว่าต้นไม้ที่ข้าเจ้าเฝ้าทะนุถนอมมันอย่างดีนั้นมากมายนัก นั่นจึงทำให้ข้าเจ้าฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ต้นไม้ที่ฉันเลี้ยงไว้ มันคง คิดถึงบ้าน อันหมายถึงผืนดินที่อุดมสมบูรณ์เสียแล้วกระมัง
นั่นจึงเป็นที่มาของความคิดที่จะคืนชีวิตน้อยๆ นั่นกลับคืนสู่ที่ที่เหมาะสม มันหลงเข้ามาอยู่ในเมือง ในที่ที่มิใช่ ที่ ของมันมานานแล้ว และวันนี้เมื่อหนทางกลับบ้านได้เปิดต้อนรับมันด้วยความยินดีอีกครั้ง ฉันก็ยินดียิ่งนักที่จะปลดปล่อยมันไป
ป่านนี้เจ้าหมูดินเผา และต้นไม้คงได้ยิ้มแฉ่งแข่งกันกลางสายฝน เอ่ยทักทายกับสายลมและแสงตะวัน อิ่มเอิบกับพระจันทร์และดวงดาวพราวฟ้ายามค่ำคืนอยู่เป็นแน่แท้
สักวันเถิด ข้าคงได้เป็นดั่งเจ้านะ เจ้าต้นไม้ต้นน้อย |