
ทุกปีในเช้าวันเกิด จะต้องได้ตื่นมาพร้อมกับแสงแรกของตะวันแก่นเดิม ภายใต้ชายคาของ บ้าน เฮือนไม้โบราณธรรมดาๆ หลังหนึ่งที่ซุกซ่อนตัวเองอยู่ท่ามกลางแมกไม้ของผืนแผ่นดินภูกามยาว
มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ของป้อ แม่ และปี้สาว เป็นของขวัญ ได้เตียวไปตานขันข้าวที่วัดพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัว ได้กินข้าวตรงชานบ้านที่ธรรมชาติสวยงามด้วยสีเขียวของใบไม้ แว่วเสียงนกฮ้องเพลง ลมพัดเย็นสบาย นั่นคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของชีวิต
แต่ปีนี้ ปีที่เติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับภาระหน้าที่ที่จำเป็นต้องรับผิดชอบ แม่ญิงตั๋วน้อยๆ คนหนึ่ง นั่งมองท้องฟ้ายามค่ำคืนเพียงเดียวดาย พระจันทร์ทอแสงนวลใย ต่อล้อแข่งขันกีบดวงดาวพราวระยิบบนผืนฟ้าดำทะมึน หากลดระดับสายตาลงมา ความงดงามในความมืดมิดก่พลันหายไป เพราะพ่ายแพ้แก่แสงไฟฟ้ากลางเมือง....
บ่มีเสียงไคร่หัว
บ่มีร่องรอยยิ้มละไม
บ่มีของกินลำๆ น้ำมือแม่
บ่มีเสียงซึงหวานแว่วของป้อ
... บ่มี ....
สิ่งที่ทำได้ แค่เพียงหลับตาลงแล้วคิดถึงความฮัก ความอบอุ่น ที่กรุ่นกำจายมาจากแดนดินถิ่นไกล
กึ๊ดเติงหาบ้าน กระแสเสียงสำเนียกเรียกร้องจากหัวใจ พลันเสียงโทรศัพท์ก่กรีดร้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
พอกรีดน้ำตาทิ้งแล้วเอื้อมมือควานหาต้นตอของเสียงเจอนั้นแหละ รอยยิ้มบางๆ จึ่งพอคลี่ออกมาได้ผ่อง..
เฮือนข้าเจ้า คือหมายเลขที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ
สามเสียงสวรรค์ แข่งกันกรอกเสียงอวยพร หยอกล้อ เป็นที่สนุกสนาน บรรยากาศอบอุ่นคลี่คลุมหัวใจ บังเกิดเป็นรอยยิ้มเบ่งบานจนหุบลงบ่ได้
...เพียงแค่นี้ ก่มีความสุขที่สุดแล้ว ยังจะต้องการอะหยั๋งนักกว่านี้แหมหล่ะ...
|