|
|
|
พระเจ้ากาวิละ
พระราชประวัติ พระเจ้ากาวิละเป็นบุตรของเจ้าฟ้าชายแก้วซึ่งตอนนั้นเป็นเจ้าเมืองลำปาง กับนางจันทาเทวี เป็นหลานปู่คนแรกของพระยาสุลวฤาชัยกับแม่เจ้าพิมพา ในจารึกหลังพระพุทธรูปหินวัดเชียงใหม่เรียกนางพิมมลาส่วนตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เรียก นางพิมพา เป็นต้นตระกูล ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน ณ ลำปาง และเชื้อเจ็ดตน พระเจ้ากาวิละสมภพเมื่อจุลศักราช ๑๑๐๔ ปีจอ จัตวาศก (พ.ศ. ๒๒๘๕) เมื่อบวชอยู่นั้นอาจารย์ให้ชื่อว่า "เจ้าขนานกาวิละ" มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม ๑๐ คน เป็นหญิง ๓ คน ชาย ๗ คน ดังนี้ ๑. เจ้ากาวิละ (ได้เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่) ๒. เจ้าคำสม (ได้เป็นเจ้าหลวงนครลำปาง) ๓. เจ้าน้อยธรรม (ต่อมาได้เป็นเจ้าหลวงธรรมลังกาเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๒) ๔. เจ้าดวงทิพ (ได้เป็นเจ้าหลวงนครลำปาง) ๕. เจ้าหญิงศรีอโนชา (ต่อมาได้เป็นพระอัครชายาเธอเจ้าศรีอโนชาในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท) ๖. เจ้าหญิงสรีวัณณา ๗. เจ้าหมูหล้า (ได้เป็นอุปราชเมืองนครลำปาง) ๘. เจ้าคำฝั้น (ต่อมาได้เป็นเจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้นเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๓) ๙. เจ้าหญิงสรีบุญทัน ๑๐. เจ้าบุญมา (ได้เป็นเจ้าหลวงเมืองลำพูน) เจ้ากาวิละมีบุตร-ธิดา ๕ คน ได้แก่ ๑. เจ้าน้อยสุริยวงศ์ (ได้เป็นราชบุตรเชียงใหม่) ๒. เจ้าหนานสุริยวงศ์ (ได้เป็นพระยาบุรีรัตน์เมืองเชียงใหม่ ภายหลังได้เป็นพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๖) ๓. เจ้าหนานมหาวงศ์ (ได้เป็นเขยเจ้าลำพูน) ๔. เจ้าหญิงคำใส ๕. เจ้าหนานไชยเสนา (เป็นเขยพระยาเชียงใหม่คำฝั้น) พระเจ้ากาวิละถึงแก่พิราลัยในจุลศักราช ๑๑๗๗ (พ.ศ. ๒๓๕๘) เดือนยี่เหนือแรม ๔ ค่ำ วันพุธ ยามแตรบอกเวลาเข้าสู่เที่ยงคืน รวมเวลาปกครองเมืองเชียงใหม่นาน ๓๒ ปี รวมพระชนมายุได้ ๗๔ ปี ผลงาน อาณาจักรล้านนาสมัยราชวงศ์มังรายตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๐๑ เป็นต้นมาบางช่วงก็เป็นอิสระ บางช่วงก็ขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา นับเป็นเวลาที่ประชาชนพลเมืองต่างก็ได้รับความเดือดร้อนนานาประการอันเกิดจากการกดขี่ข่มเหงของพม่า ซึ่งมีโป่อภัยคามินีแม่ทัพปกครองเมืองเชียงใหม่ขณะนั้น เจ้าฟ้าชายแก้วบิดาของเจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมืองลำปางในฐานะเมืองขึ้นของพม่า เจ้ากาวิละและเจ้าดวงทิพน้องชายถูกพม่าใช้ให้ยกกองทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ได้พร้อมกับนำธิดาเจ้าเมืองเวียงจันทน์ชื่อนางสามผิวไปถวายพระเจ้าอังวะ นับแต่นั้นมาเมืองลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย เชียงแสน หัวเมืองล้านนาทั้งหมดตกอยู่ใต้อำนาจพม่า ปี พ.ศ. ๒๓๑๒ โป่อภัยคามินีถึงแก่กรรม พระเจ้าอังวะแต่งตั้งโป่มะยุง่วนมาครองเมืองเชียงใหม่เนื่องจากชอบใช้ผ้าขาวโพกหัวชาวเมืองจึงเรียกโป่หัวขาว พ.ศ. ๒๓๑๓ พม่าพยายามอย่างยิ่งที่จะให้ชาวล้านนาตกเป็นทาสของพม่าทั้งด้านวัฒนธรรมด้วย จึงมีประกาศให้บรรดาหัวเมืองขึ้นล้านนา ให้ผู้ชายสักขาดำ ให้ผู้หญิงขวากหู ใส่ม้วนลานตามแบบลัทธิธรรมเนียมพม่า ในยุคนั้นพม่ากำลังเรืองอำนาจ เพราะสามารถรบชนะกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๐ ความเสียหายของกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้นมากมาย จนเมื่อพระเจ้าตากสินกู้อิสรภาพคืนแล้วจะบูรณะก็เหลือกำลังจึงย้ายเมืองไปตั้งอยู่ที่กรุงธนบุรี แม่ทัพสำคัญของพม่าที่ตีกรุงศรีอยุธยา คือ โป่เจียกหรือโป่สุพลา ต่อมาได้ปกครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีกำจัดอำนาจของพม่าให้หมดไปจากแผ่นดินไทย จึงได้รับความร่วมมือจากผู้นำชาวไทยเป็นอย่างดีดังเช่น เจ้ากาวิละกับน้องชายทั้งหมด ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่เมืองนครลำปางทำกลอุบายให้พม่าเชื่อว่าคนไทยสวามิภักดิ์ต่อพม่า แต่พม่าก็ไม่หลงเชื่อกลับจับตัวเจ้าฟ้าชายแก้วผู้บิดาของเจ้ากาวิละและน้องทั้งหกพันธนาการและจำคุกไว้ หากปรากฏแน่ชัดว่าเจ้ากาวิละและน้องทั้งหกคิดทรยศก็จะประหารชีวิตเจ้าฟ้าชายแก้วเสีย กองทัพของเจ้ากาวิละพร้อมกับกองทัพของพระเจ้าธนบุรี โดยการประสานความร่วมมือกับนายน้อยวิฑูรย์กับน้อยสมพมิตรชาวเชียงใหม่ ซึ่งอยู่กับพม่าเปิดประตูเมืองเชียงใหม่ให้กองทัพไทยเข้าตีเมืองเชียงใหม่ได้จากพม่าสำเร็จ เมื่อวันอาทิตย์ เพ็ญเดือน ๕ เหนือ (เดือน ๓ ใต้) ปีมะเมีย ฉศก ปี พ.ศ ๒๓๑๗(จ.ศ.๑๑๓๖) ขณะนั้นเจ้ากาวิละอายุได้ ๓๒ ปี เกียรติคุณ เมื่อเจ้ากาวิละสามารถขับไล่กำลังพม่าออกจากเมืองเชียงแสนได้ไพร่พลมาถวายกษัตริย์ แต่ในปีพ.ศ. ๒๓๒๕ มีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน คือ เจ้าพระยาจักรีได้ปราบดาภิเษก เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีพระเจ้าอยู่หัวทรงถือเป็นความชอบที่เจ้ากาวิละนำข้าวของและไพร่พลถวาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเจ้ากาวิละซึ่งขณะนั้นอายุได้ ๔๐ ปี เป็นพระยามังราวชิรปราการกำแพงแก้ว ครองเมืองเชียงใหม่และในยุคนี้เรียกว่า ยุค "เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง" คือ ไปชักชวนหรือตีเมืองเล็กเมืองน้อยได้ก็นำไพร่พลเมืองมารวมกันที่เวียงป่าซาง แบ่งผู้คนไปไว้ตามที่ต่าง ๆ ที่เมืองร้าง เช่น ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ ในยุคนี้ตีได้ดินแดนกว้างไกลไปถึงลุ่มแม่น้ำสาละวินและสิบสองปันนา โดยเฉพาะที่เคยเป็น "เขตน้ำหนังดินมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ"
|