ตำนานเจดีย์กิ่ว เจดีย์ขาวที่ตั้งอยู่ตรงสามแยก บริเวณหน้าเทศบาลเมืองเชียงใหม่ มีเรื่องเล่ากล่าวขานสืบต่อกันมา เกี่ยวกับประวัติของเจดีย์อยู่หลายตำนาน แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าเชื่อถือ และเล่ากันมานาน ก็คือ เจดีย์นี้ถูกสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชายคนหนึ่ง ซึ่งสละชีวิตเพื่อรักษาศักดิ์ศรี ของชาติบ้านเมือง

          เรื่องนี้เกิดขึ้นมาในสมัยไหนไม่ปรากฏชัด แต่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งที่ ล้านนายังไม่ได้รวมกับสยาม มีเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของล้านนา จะมีชาวใต้มาท้าแข่งอะไรต่อมิอะไรอยู่ร่ำไป โดยส่วนใหญ่ ชาวเชียงใหม่ก็จะเอาชนะได้อยู่ตลอด พวกชาวใต้ก็จะล่าถอยกลับไป จนอยู่มาวันหนึ่ง พวกชาวใต้ก็พากันเดินทางมาท้าชาวเชียงใหม่อีก แต่คราวนี้ ท้าว่าใครจะดำน้ำได้ทนกว่ากัน ซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าชาวใต้นั้นอยู่ติดทะเล มีอาชีพเป็นชาวประมงก็มาก วันๆก็ดำน้ำหาหอยหาปูจนชำนาญ ส่วนชาวเชียงใหม่นั้นเป็นคนดอน เรื่องดำน้ำไม่ค่อยชำนาญเท่าใดนัก  พอชาวใต้มาท้าเช่นนั้นก็พากันวิตกว่าจะแพ้ชาวใต้กันก็คราวนี้ พระเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น ก็ทำการป่าวประกาศหาผู้ที่จะอาสาเข้ามาแข่งขันกับชาวใต้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดอาสาเข้ามา เนื่องจากไม่มีใครเชี่ยวชาญการดำน้ำ จนในที่สุด ก็มีชายคนหนึ่ง เข้าเฝ้าพร้อมกับอาสาเข้าแข่งขันดำน้ำกับชาวใต้

          พอวันแข่งขันมาถึง ก็ไปแข่งขันกันที่แม่น้ำปิง ตรงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของเจดีย์ในปัจจุบัน ชาวใต้ก็เริ่มดำน้ำก่อน โดยดำหายไปนานสองนาน ในตำนานไม่ไดกล่าวไว้ว่ากี่นาที แต่ก็นานจนเป็นที่น่าวิตกว่าชาวเชียงใหม่จะสู้เขาไม่ได้ พอถึงเวลา ชายชาวเชียงใหม่คนนั้น ซึ่งอยู่ในชุดกางเกงขาสั้นพร้อมผ้าขาวม้าคาดเอว ก็เข้าถวายบังคมลาหน้าพระที่นั่ง แล้วก็เดินไปริมฝั่งน้ำปิง แล้วกระโดดหายไป จนเวลาร่วงเลยไปสามวัน ชายคนนั้นก็ยังไม่โผล่ขึ้นมา พวกชาวใต้ก็จนปัญญา ยอมรับความพ่ายแพ้ ล่าถอยกลับไป

          พระเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ สงสัยเป็นยิ่งนัก ว่าชายคนนั้นหายไปไหน จะว่าจมน้ำตายไปแล้ว ก็ไม่เห็นศพลอยขึ้นมา ก็เลยให้คนดำน้ำลงไปดู ก็ปรากฏว่า พบชายคนนั้นใช้ผ้าขาวม้า มัดตัวเองติดกับเสาหลักใต้น้ำจนจมน้ำตาย ยอมเสียสละตัวเอง เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของชาวเชียงใหม่ไว้

          จึงโปรดให้สร้างเจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์ถึงการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ครั้งนั้นไว้ เจดีย์นี้ปัจจุบัน ตั้งอยู่บริเวณที่มีการจราจรค่อนข้างหนาแน่น แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะคิดย้ายเจดีย์นี้ จึงมีปรากฏอยู่ตรงกลางสามแยกเทศบาลเมืองเชียงใหม่จนถึงทุกวันนี้