วัดเกต ในวาระแห่งการเปลี่ยนแปลง

โดย วรวิมล ชัยรัต

          ย่านวัดเกต เป็นย่านที่มีความสำคัญตั้งแต่ในอดีต ความเปลี่ยนแปลงของเชียงใหม่แต่ละยุคสมัย ได้ส่งผลกระทบต่อย่านนี้เช่นกัน ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ย่านนี้เป็นย่านพักอาศัยที่สงบเงียบ ไม่ใคร่ได้รับการกล่าวขวัญถึงเท่าใดนัก แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2542 มีสื่อมวลชนกล่าวถึงวัดเกตุหลายครั้ง ดังนั้นจึงน่าติดตามว่า อะไรเป็นสาเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลงของย่านนี้

          วัดเกต ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 18 -19 องศาเหนือ เส้นแวงที่ 99 องศาตะวันออก อยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน เป็นที่ราบที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก และตั้งบ้านเรือนแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ อยู่ทางฝั่งตันออกของแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน อยู่ระหว่างทิวเขาถนนธงชัยกลาง และทิวเขาผีปันน้ำตะวันตกตามแนวเหนือใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางความเจริญของอาณาจักรล้านนาในอดีต ปัจจุบันมีการคมนาคมไปสะดวกทั้งทางบกและทางอากาศ ส่วนทางน้ำได้เลิกไปหลังจาก พ.ศ. 2464 เป็นต้นมา เมื่อทางรถไฟ ทางรถยนต์ และทางอากาศยานเข้ามามีบทบาทแทน

          วัดเกตการาม ตั้งอยู่เลขที่ 96 บ้านวัดเกต ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ทั้งหมด 6 ไร่ 1 งาน 51 ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือติดทางเดินสาธารณะและที่ดินราษฎร ทิศใต้จดที่ดินราษฎร (สมัย 80 ปีก่อน เป็นทางเดินสาธารณะ) ทิศตะวันออกติดถนนหน้าวัดเกต ทิศตะวันตกจดที่ดินราษฎร และถนนเจริญราษฎร์

          บริเวณที่เป็นศูนย์กลางความเจริญดั้งเดิมคือบริเวณรอบๆ วัด ตามแนวถนนเจริญราษฎร์ หน้าวัดเกต เจริญเมือง ซอย 2 หรือเรียกแบบเดิมว่า บ้านหลังวัด บ้านน้ำท่า ค้อเหนือ ค้อใต้ บ้านใน บ้านหล่ายเหมือง บ้านสวนหอ บ้านหน้าวัด

          ความเป็นมา ความสำคัญ คุณค่าและเอกลักษณ์  วัดเกตสร้างในปี พ.ศ. 1971 สมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน (พ.ศ. 1954-1985) พระราชบิดาของพระเจ้าติโลกราช ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. 1981 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

          วัดเกต มีศิลาจารึกหลักหนึ่ง ตั้งอยู่บนมุขด้านใต้ของพระวิหาร จารึกเป็นอักษรฝักขามบนหินทรายสีแดง กว้าง 58 เซนติเมตร สูง 176 เซนติเมตร หนา 21 เซนติเมตร ด้านหน้าลบเลือนไปหมด เหลือแต่ดวงศิลาจารึก ด้านหลังพออ่านได้ สรุปได้ว่า ศักราช 940 (ประมาณ มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2121) มีการบูรณะพระเกศธาตุเจดีย์ที่พังลง สันนิษฐานว่า น่าจะพังลงในปีเดียวกับยอดพระธาตุวัดเจดีย์หลวง คือ ปี พ.ศ. 2088 ที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เชียงใหม่ มีความรุนแรงขนาด 5.0 - 5.9 ริกเตอร์ พอศักราช 943 (ประมาณ ธันวาคม - มกราคม พ.ศ. 2124) มีงานฉลองพระเจดีย์แจ้งความกว้างความยาวของพระอาราม ถวายคนประมาณ 100 ครอบครัว เป็นข้าวัด พร้อมทั้งแจ้งชื่อหัวหน้าและสมาชิกและครอบครัวด้วย

          ยุคนี้เป็นยุคที่พม่าเข้ามาครองเมืองเชียงใหม่ พม่าได้ใช้นโยบายให้ประชาชนปฏิบัติไปตามจารีตเดิมของท้องถิ่น การกัลปนาหรือเจาะจงให้คนเป็นข้าวัดของวัดเกต การสร้างเจดีย์ก็ยังคงใช้ศิลปะแบบล้านนา อย่างไรก็ตาม ล้านนาก็ยังรับอิทธิพลบางอย่างจากพม่า เช่น เรื่องอาหารการกิน ประเพณีการสร้างรูปสิงห์ตามประตูวัดต่างๆ ส่วนวัดเกต เป็นวัดที่มีมาก่อนที่พม่าจะเข้ามา ทั้งยังเป็นวัดใหญ่และมีความสำคัญที่พม่ายอมรับการกัลปนาข้าวัดตามจารีตที่มีมาแต่เดิม จึงไม่มีการสร้างรูปสิงห์ที่ประตูวัด ส่วนรูปสิงห์ที่ประตูหลังวัดเกตนี้ พึ่งจะนำมาติดตั้งเมื่อต้นปี พ.ศ. 2542 นี่เอง

          พระเจดีย์ประธานหรือพระธาตุวัดเกต เป็นปูชนียสถานที่ใหญ่โต คือมีฐานกว้าง 82 วา ยาว 63 วา มีเจดีย์บริวาร 4 มุม สำหรับเจดีย์บริวารนี้ เดิมมีฉัตรแบบเดียวกับของวัดพระธาตุดอยสุเทพ แต่ปัจจุบันสูญหายไป ไม่ทราบว่าใครถอดออกเมื่อใดและด้วยเหตุผลใด ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า สมัยก่อนเคยเห็นพระธาตุออกมาเที่ยว โดยจะลอยไปทางทิศใต้เพื่อไปเยี่ยมเยือนพระธาตุจอมทอง มีลักษณะเป็นดวงไฟสีอุ้มฮุ่ม (สีเขียวเข้มและเย็นแบบป่า) พระธาตุนี้เสมือนเป็นการจำลองพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาไว้บนโลกมนุษย์ ดังนั้นการสร้างพระธาตุเกศแก้วจึงสร้างให้ยอดพระธาตุเอียงนิดหน่อย เพื่อมิให้ยอดชี้ขึ้นไปตรงกับพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์และเดิมองค์พระธาตุเป็นสีตะกั่วตัด เพิ่งมีการนำสีทองมาทาในยุคของท่านพระครูญาณาลังการ เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

          นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อตามตำราโบราณที่ว่า คนเราที่เกิดมาในโลกนี้ เมื่อสิ้นอายุขัยดวงวิญญาณจะไปสถิตอยู่ตามพระธาตุเจดีย์ต่างๆ ตามปีที่เกิด และขณะมีชิวิตอยู่ หากได้ไปนมัสการพระธาตุประจำปีเกิด ถือได้ว่าเป็นบุญกุศลและทำให้อายุยืนนาน สำหรับพระธาตุวัดเกต ถือเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีจอ แทนพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

          พระวิหาร สร้างสมันรัตนโกสินทร์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 9 ห้อง มีเสาคู่ในรองรับหลังคาหน้าจั่วและเสาคู่นอกรับแนวหลังคาปีกนกย่อเก็จ 3 ตอน ในแนวตะวันออก - ตะวันตก หัวเสาประดับด้วยแก้วอังวะ ตัวเสามีลายทอง มีประตูทางเข้าสามทาง หลังคาทรงจั่วเรียงซ้อนกัน 5 ชั้น (คำเมืองเรียกว่า ซด) 2 ตับ งดงามยากจะหาวัดใดมาเทียบได้ อุโบสถทรงเดียวกับพระวิหาร แต่มีขนาดเล็กกว่า

          นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2317 ที่เชียงใหม่ได้พ้นจากการปกครองของพม่า บ้านเมืองเริ่มมีความสงบสุขขึ้นตามลำดับ จนมีการอพยพเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานในย่านวัดเกต โดยในตอนแรก ส่วนใหญ่จะเป็นพ่อค้าคนจีน ซึ่งก็ได้นำสถาปัตยกรรมจีนมาผสมผสานกับของพื้นเมืองล้านนา ดังปรากฏให้เห็น 2 หลังคือ

          อาคารศาลาบาตร มีอายุประมาณร้อยปี ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ลวดลายแบบจีนเป็นรูปไก่ฟ้า ดอกบัว ดอกโบตั๋น ต้นสน และทิวทัศน์แบบจีน เดิมเคยมีศาลาหลังใหญ่ที่สร้างคู่กันกับศาลาบาตรนี้ อยู่ทางทิศตะวันออกของวัด ภายในมีลวดลายมังกรใหญ่โตสวยงามอลังการมาก แต่ถูกรื้อทิ้งเพื่อสร้างอาคารโรงเรียนเทศบาลวัดเกตการาม ศาลานี้ชาวบ้านมักเรียกว่า "ศาลาเจ๊กอุย" เพราะสร้างโดยนายเหลี่ยว เนียวอุบ บรรพบุรุษของตระกูล "เหลี่ยวย่งง้วน"

          อาคารโรงตุ๊เจ้าหลวง เป็นอาคารหลังใหญ่ มีลูกไม้ชายคา มีไม้กลึง (เคี่ยนปั้นลม) ที่หน้าจั่ว ด้านหลังเป็นตึกทรงจีน ด้านหน้าเป็นไม้ระแนงโปร่งบูรณะโดย นายตันฉื่อพัง เมื่อประมาณร้อยปีมาแล้ว

          อาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดเกต เป็นศิลปะล้านนาประยุกต์ มีบันได 2 ข้าง หันหน้าเข้าหากัน บนจั่วหลังคามีไม้กลึง หน้าบันเป็นไม้ฉลุลวดลายสวยงาม ตัวอาคารเป็นไม้ เสาเป็นปูน สร้างถวายโดยจีนอินทร์และนางจิบภรรยาเมื่อปี พ.ศ. 2462  อาคารนี้มีความสวยงามกะทัดรัด จนสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศได้นำแบบไปสร้างจำลองไว้

          อาคารทั้งสามหลังนี้นับว่ายังมีความสมบูรณ์อยู่มาก สามารถบูรณะให้ดีดังเดิมและใช้ประโยชน์ได้ ประกอบกับการบูรณะใช้เงินงบประมาณน้อยกว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ ที่สำคัญที่สุด เป็นการดำรงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมที่แสดงถึงรากเหง้าของความเจริญรุ่งเรืองที่มีมานานของย่านวัดเกต ทั้งยังเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของภูมิภาคนี้ที่มีรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลมกลืนของฝีมือช่างพื้นเมืองกับช่างคนจีน

          เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของวัดเกตคืออัฐเจดีย์ (กู่ หรือที่เก็บกระดูกบรรพชน) ที่เรียงรายอยู่รอบพระธาตุอย่างเป็นระเบียบ สวยงามด้วยศิลปกรรมที่ประณีต ดูแล้วลงตัวรับกับองค์พระธาตุ อัฐิบรรพชนเหล่านี้ คือผู้ที่ได้อุปัฏฐากวัดอย่างยิ่ง จึงได้รับเกียรติให้สร้างกู่รอบพระธาตุ ปัจจุบันลูกหลานของท่านก็ยังให้ความผูกพันกับวัดเกตอยู่ มิได้ทอดทิ้งแต่อย่างใด

          ในสมัยก่อน วัดเกตเป็นย่านการค้าที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นชุมชนใหญ่ เนื่องจากย่านนี้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่มาหล่อเลี้ยงประชากรที่อาศัยอยู่ทั้งสองฟากฝั่ง ทุกบ้านที่ทำการค้าจะมีท่าเรือเป็นของตนเอง ใช้เรือหางแมงป่อง (หรือเรือสะดอ เรือสีดอ เรือแม่ปะ) เป็นพาหนะขึ้นล่องตามลำน้ำปิง

          ความเจริญรุ่งเรืองของย่านวัดเกตเริ่มซบเซาลง นับตั้งแต่กบฏพระยาปราบสงคราม (พญาผาบ) พ.ศ. 2432 เนื่องจากคนไทยภาคกลางขึ้นมาข่มเหง และถูกคนจีนที่เป็นนายอากรเก็บภาษีต้นหมากต้นพลู ก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว พญาผาบจึงได้รวบรวมผู้คนก่อการกบฏขึ้นและคิดฆ่าคนจีนที่วัดเกตให้หมด คนจีนและลูกหลานคนจีนเกิดความเกรงกลัว พากันลี้ภัยข้ามไปอยู่ฝั่งตะวันตก คงเหลือแต่เพียงครอบครัวนายหน้อย แซ่แต่เท่านั้นที่ยังอยู่ เพราะเคยช่วยเหลือรับซื้อครั่งจากพญาผาบและชาวบ้านอำเภอสันทราย จึงมีความรักใคร่ชอบพอกัน

          ต่อมาในปี พ.ศ. 2464มีการสร้างทางรถไฟมาถึงเชียงใหม่ และเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2477 มีอากาศยานมาลงที่สนามบินเชียงใหม่เป็นครั้งแรก การคมนาคมทางน้ำถูกลดบทบาทลง เนื่องจากมีความยากลำบากกว่า ทั้งยังกินเวลาและเสียค่าใช้จ่ายสูง ย่านวัดเกตจึงลดบทบาททางการค้ากลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว คนที่อยู่ในย่านนี้ส่วนใหญ่ก็คือลูกหลานของคนที่มาตั้งถิ่นฐานดั้งเดิม และแม้จะมีบางคนย้ายออกไปอยู่ที่อื่นแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีสายใยผูกพันกับย่านนี้อยู่

          นอกเหนือจากคนจีนแล้ว ย่านวัดเกตยังมีคนเชื้อชาติอื่นอพยพเข้ามาอยู่ ได้แก่

          - ชาวอเมริกันที่เป็นคริสเตียน ได้เข้ามาเผยแพร่ศาสนา มีการตั้งโรงพยาบาลแมคคอร์มิค โรงเรียนดาราวิทยาลัย โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย โรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียน มหาวิทยาลัยพายัพ (พัฒนาจากวิทยาลัยพยาบาลและผดุงครรภ์แมคคอร์มิค) ทั้งยังตั้งโบสถ์คริสจักรหลายแห่งเพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของคริสเตียน

          - ชาวอังกฤษเข้ามาทำไม้ (บริษัทบอร์เนียว)

          - ชาวฝรั่งเศสเข้ามาเพื่อเหตุผลทางการเมือง

          - ชาวซิกข์จากแคว้นปัญจาบในอินเดีย เมื่อ 90 ปีมาแล้วมาตั้งวัดอยู่คนละฝั่งถนนเล็กๆที่ติดกำแพงวัดเกต

          - คนจีนยูนนาน หรือเรียกว่า จีนฮ่อ มีทั้งฮ่อภาห้ากินเนื้อหมู นับถือศาสนาพุทธ ฮ่อภาษีกินเนื้อภาษีนับถือศาสนาอิสลาม

          - มุสลิมที่ไม่ใช่คนจีน มีโรงเรียนและสุเหร่าตั้งอยู่ในย่านนี้ด้วย

          - และผู้มีบทบาทสำคัญในด้านแรงงานยุคนั้นได้แก่ ขมุ ที่มาจากเมืองชัยบุรีในประเทศลาว

          ทุกเชื้อชาติที่กล่าวมานี้ มีการแต่งงานผสมผสานกลมกลืนกลายเป็นคนเมืองย่านวัดเกต เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน เอื้ออาทรต่อกันประดุจพี่น้อง นับได้ว่าบ้านวัดเกต เป็นศูนย์รวมคนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างศาสนา โดยมีคนเชื้อสายจีนนับถือศาสนาพุทธเป็นคนส่วนใหญ่ในย่านนี้

          ในยุคที่ ครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้พระครูศัพทสุนทร เปรียญ 3 ประโยค วัดเบญจมบพิตร เป็นพระครูปริยัติยานุรักษ์มาอยู่เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 ตามข้อความในตราตั้งดังนี้ "ขอพระคุณเจ้าจงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในพระอารามโดยสมควร จงเจริญสุขสวัสดิ์ในพระพุทธศาสนาเทอญ"

          ท่านพระครูปริยัติยานุรักษ์ (สุดใจ) เป็นคนบ้านวัดเกต เป็นพระผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งทางบริหารและทางอักษรศาสตร์ เป็นที่นับถือของคนทั่วไป เป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการทำให้  วัดเกต เป็นวัดพัฒนา เจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียงโด่งดังไปไกล มีการเริ่มเปิดสอนหนังสือให้เด็กๆ ประมาณปี พ.ศ. 2470 เรียกว่าโรงเรียนชั้นมูล โดยใช้ศาลาบาตรเป็นสถานที่สอน ต่อมาพัฒนาเป็นโรงเรียนวัดเกตการามในปัจจุบัน

          ในยุคนั้น พระครูชัยศีลวิมล (เมืองใจ สุธัมโม พ.ศ. 2429 - 2500) เป็นเจ้าอาวาสและเจ้าคณะอำเภอพร้าว ท่านเป็นพระที่สมถะ รักใคร่สามัคคีกับท่านพระครูปริยัติยานุรักษ์เป็นอย่างดี ภาพที่เด็กๆยุคนั้นจำได้คือ พัดลมผ้าที่แขวนติดเพดานในกุฏิของท่าน หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า โรงตุ๊เจ้าหลวง อาคารหลังนี้มีโครงการบูรณะแล้วใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดเกต

          ตามธรรมดาของโลก เมื่อมีเจริญก็ย่อมมีเสื่อม อาคารเก่าแก่ก็เริ่มมีการชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2542 มีคณะศรัทธากลุ่มหนึ่งดำริที่จะทุบศาลาบาตรทิ้ง เพื่อสร้างศาลาเอนกประสงค์สองชั้นแทน นับเป็นบุญของชาววัดเกต ที่เป็นจังหวะเดียวกับที่มีการจัดทัวร์ศิลปวัฒนธรรม โดยสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งได้เข้ามาพบว่า วัดเกตมีของดีที่ควรอนุรักษ์ไว้ จึงได้มีการระงับการทุบทิ้ง และในเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2542 มีการจัดเสวนา "ฮ่วมกึ๊ดฮ่วมใจ๋ พัฒนาวัดเกต" ชาวบ้านวัดเกตจึงเกิดความตื่นตัว เริ่มตระหนักในคุณค่าเอกลักษณ์ของสิ่งมีค่าที่มีอยู่ นับได้ว่านักวิชาการจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ในเชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกรมศิลปากร เป็นผู้จุดประกายให้ชาวบ้านวัดเกตตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม เกิดความหวงแหน มีความรู้สึกเป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านั้น มีความกระตือรือร้น ในการอนุรักษ์และพัฒนา วัดเกตร่วมกัน นอกจากนั้นกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เข้ามาช่วยวางผังการใช้พื้นที่ภายในวัดโดยไม่คิดค่าใช่จ่าย

          อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่ควรคำนึงต่อไปก็คือ การทำให้ย่านวัดเกต เป็นย่านที่อยู่เย็นเป็นสุข สามารถรักษาของเก่าเอาไว้ เพื่อบอกเล่าตำนานความเป็นมาได้ ตลอดจนอาจใช้เป็นที่รับแขกอีกแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ ในแง่ของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม เพราะย่านวัดเกตเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีบ้านอายุ 80 -90 ปี แบบล้านนาเหลืออยู่มาก

          ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะมีวิถีชีวิตที่ปรับเข้ากับสภาพสังคมในปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงมีแบบแผนการดำเนินชีวิตที่สะท้อนความเป็นคนดั้งเดิม มีร่องรอยของอดีต ชาวบ้านมีภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมา และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคตสืบไป....