![]() |
|
|
|
เรื่องนี้ค่อนข้างยาว มันเป็นเรื่องการที่ต้องได้รับหมายเรียกของศาล ให้ไปแก้คดีที่ถูกฟ้องว่า ไม่ชำระเงินค่าจ้างซ่อมรถ เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อประมาณ ๒๕ ปีที่ผ่านมา แม่เปิดสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน ที่บ้านถนนท่าแพ ด้านหน้าเป็นห้องแถว แม่เช่าอยู่ก่อนแล้วและเปิดเป็นร้านตัดเสื้อ และทำผม ตั้งแต่เมื่อลูกชายคนที่สามเพิ่งคลอด ส่วนด้านหลังมีบริเวณอยู่ประมาณ ๒๐๐ ตารางวา พร้อมบ้านไม้หลังใหญ่ มี ๒ ชั้น ครั้งแรกมีหมอมาเช่าอยู่ แต่พอเขาซื้อห้องแถวได้ก็ออกไป บ้านว่างอยู่หลายเดือน จนแม่ตัดสินใจ ประกอบกับมีคนยุให้ทำสถานรับเลี้ยงเด็ก ก็เลยตัดสินใจ กึ่งกลัวกึ่งกล้า กลัวไม่มีใครส่งลูกมาเข้า หลวงพ่อตั้งชื่อว่า “ดรุณสุข” แต่ขณะเดียวก็ล้อว่า ระวังจะเป็น “ทารุณศึกษา” คงเพราะเห็นลักษณะนิสัยแม่ ไม่ค่อยนุ่มนวลสมเป็นแม่พิมพ์กระมัง วันแรกที่เปิด มีนักเรียนมา ๔ คน เป็นลูกหลานของร้านขายยาใกล้บ้าน มีแม่และครูพี่เลี้ยงอีกสองคน แทบจะเรียกได้ว่า เลี้ยงดูกันตัวต่อตัวเลยทีเดียวละ แต่แล้วอีกไม่นาน ก็มีผู้นำเด็กมาฝากเลี้ยงมากขึ้น ก็จะไม่มากได้ยังไงล่ะ รับเลี้ยงตั้งแต่วันจันทร์ถึงเสาร์ วันหยุดราชการไม่ปิด เปิดยันตั้งแต่ ๗ โมงเช้าจนถึง ๕ โมงเย็น พ่อแม่บางคนไว้ใจถึงกับฝากกินข้าวเย็นอีกมื้อ แล้วคิดค่าเลี้ยงดูพร้อมอาหารเดือนละ ๑๕๐.- และถ้ามีพี่น้องมาเข้าพร้อมกัน ๓ คน ลดให้อีกสำหรับคนน้อง อะฮ้า ที่ไหนเขาทำกันมั่ง คิดดูสิ เลี้ยงลูกเขาเหมือนกับลูกตัวเอง (แล้วถ้าจะสงสัยว่าทำไมลูกสามคนถึงสามารถมาอยู่กับเราได้ในเวลาเดียวกัน ก็ขอให้ทราบว่า เพราะแม่ใจอ่อน เขามาอ้อนวอนว่าไม่มีใครเลี้ยงเวลาอยู่ที่บ้าน ขอเอามาอยู่กับพี่ ๆ ลูกคนเล็กเพิ่งได้ ๑ ขวบกับอีก ๓ เดือนเอง ! ) จำได้ว่า มีเด็กพี่น้อง ๓ คนมาพร้อมกันประมาณ ๔ หรือ ๕ ชุด ลูกชายแม่ขณะนั้นยังเล็กอยู่ พ่อก็ย้ายไปรับราชการที่ทุ่งสง นครศรีธรรมราช ตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ ลูกชายคนเล็กเพิ่งอายุได้ ๓ ขวบ แม่ไม่แน่ใจว่า แม่ตัดสินใจรับเลี้ยงเด็กเมื่อปีไหนแน่ เข้าใจว่าอยู่ระหว่าง ปี ๒๕๑๓ ลูกชายแม่คนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง และมีความสุขที่สุดที่แม่เปิดรับเลี้ยงเด็ก คือลูกชายคนที่สอง กลับจากโรงเรียนก็ต้องวิ่งมาเล่นกับเด็ก ๆ วันเสาร์โรงเรียนปิดก็เฝ้าเด็กอยู่ไม่ยอมไปไหน เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กเข้าใหม่ ติดพี่ต่องอมแงม ร้องไห้ทั้งวัน แต่พี่ต่อสามารถทำเด็กหยุดร้องไห้ได้ บางครั้งอุ้มน้องไว้จนน้องหลับ พอจะวางก็ “ แง้ แง้ “ พี่ต่อยอมอดข้าวอดน้ำ ให้น้องนอนตัก ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็อายุเพียง ๘-๙ ปีเท่านั้น วีรกรรมของลูกต่อนี้เป็นที่เลื่องลือ จนผู้ปกครองถึงกับมาถามขอดูตัวพี่เลี้ยงที่ชื่อ “พี่ต่อ” สำหรับอาหารที่เราทำให้เด็กกินในเวลากลางวัน ก็มีผู้ปกครองมาถามสูตรว่าทำอะไรให้ลูกเขากิน กลับถึงบ้านจะให้แม่ทำแบบนั้นให้กิน แม่ก็จนปัญญา ต้องตามใจลูก มาถามครูที่โรงเรียน กว่าจะสื่อให้ครูทราบว่าอาหารนั้นคืออะไร ก็พากันเหนื่อยทั้งครูและแม่ เพราะการบอกเล่าของเด็กเล็ก ช่างเข้าใจยากเหลือเกิน ตั้งใจว่าจะเล่าเรื่องประสบการณ์ขึ้นศาลครั้งแรก อ้อ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เข้าไปในศาลที่เขาตัดสินคดีกันหรอก ครั้งแรกที่เข้าไปฟัง ก็เรื่องหลานชายถูกนักเลงยิงในผับ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักกันเลยแม้แต่น้อย บังเอิญมีความผิดตรงที่ใส่แหวนสถาบัน และนักเลงอันธพาลคนนั้นจำได้ ครั้งนั้น แม่ก็ไปปล่อยไก่ไว้ในศาล ด้วยพยาน คือหลานชาย (ก็ไม่เคยขึ้นศาลเหมือนกัน) เกิดอาการประหม่า กลัว จนตอบคำถามผู้พิพากษาและทนายผิด ๆ ถูก ๆ แม่อดรนทนไม่ได้ ต้องกระซิบ (ดัง ๆ) จึงถูกท่านผู้พิพากษาเตือน ว่าไม่ให้แม่บอก ดีที่แม่ยอมเงียบ ม่ายยังงั้นคงถูกเชิญ (ไล่ ) ให้ออกไปอยู่ข้างนอก ก็น่าโมโหไหมล่ะ คำถามง่าย ๆ แค่นี้ก็ตอบไม่ถูก ครั้งที่สองที่แม่ต้องขึ้นศาล ก็คงจะราว ๆ ปี ๒๕๑๙–๒๐ เรื่องก็มีว่า พ่อซื้อรถโฟล์คตู้เก่ามาไว้ให้แม่ใช้ขับไปรับ-ส่งนักเรียน ใช้ไป ใช้ไป รถมันเก่ามาก เดี๋ยวเสีย เดี๋ยวเสีย แม่ก็เลยไปหาซื้อรถใหม่ เป็นรถปิคอัพสีเหลือง ยี่ห้อเชฟโรเลต ซึ่งจะเป็นรถใหม่คันแรกของแม่ แต่ก็ไม่เชิงใหม่ซิง ๆ หรอก เพราะไปซื้อต่อจากคนอื่นอีกที เพียงแต่ว่า คันนี้เขาเพิ่งใช้ไปได้ ๕๐๐๐ กิโลเมตร และเขาเอามาเปลี่ยนเป็นรถชนิดอื่นที่เหมาะใจกว่า ทางบริษัทเขาเลยลดราคาให้แม่อีกหลายสตางค์ แต่ถึงอย่างไร แม่ก็ยังต้องซื้อเป็นเงินผ่อนอยู่ดี เมื่อมีรถคันใหม่ รถตู้ก็ไม่ได้ใช้ แม่ปรึกษาพ่อว่า “ พ่อ รถตู้เราขายเสียดีไหม เก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ เอาไปให้อู่เขาย้อมแมวให้เราก่อน แล้วจึงติดป้ายขาย “ “ ก็เอาสิ จะเอาไปอู่ไหนดีล่ะ” พ่อถาม “ แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะอู่ที่แม่รู้จัก เขาก็รับซ่อมแต่เครื่อง “ “ เอาไปอู่ข้างๆบ้านก็แล้วกัน อยู่ใกล้ ๆ นี่เอง แล้วพ่อก็เคยใช้มาก่อน เมื่อพ่ออยู่ที่สวน” ตกลงพ่อพาแม่เอารถไปที่อู่ ในวันหนึ่ง “ สวัสดีครับ ผู้พันมีอะไรจะใช้ผม “ เจ้าของอู่นอบน้อม เพราะรู้จักพ่อดี “ อ้อ! จะเอารถมาให้ช่วยซ่อมสีให้หน่อย แล้วใต้ท้องรถมันผุ ปะให้ด้วยก็แล้วกันนะ “ “ ได้ครับ ได้ครับ รถตู้คันนี้หรือครับ จะเปลี่ยนสีด้วยหรือเปล่า “ “ ไม่ต้องค่ะ “ แม่รีบสอด “ รถคันนี้เราไม่ใช้แล้ว จะขาย เลยเอามาขอให้ช่วยทำให้มันดูดีหน่อย เรียกว่าย้อมแมวนั่นแหละ เพราะเราจะขายคงได้ราคาสัก สามหมื่นบาทเท่านั้น คุณอย่าคิดแพงนะ “ “ รับรองครับ ผมเดินตรวจดูรอยที่จะต้องปะ และทำสีนิดหน่อย ผมขอคิดราคา ๒,๕๐๐.- บาท “ “ ไม่แพงไปหน่อยรึ ลดอีกหน่อยไม่ได้หรือ “ พ่อต่อรอง “ ผมรับรองครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด สำหรับผู้พัน เราคนกันเอง ผมไม่กล้าคิดแพงเด็ดขาด ๒,๕๐๐.- บาทนี่ถูกที่สุดแล้วครับ” “ กะว่าจะใช้เวลาซ่อมสักกี่วัน “ “ ประมาณ ๑๕ วันครับ “ “ ตกลง เสร็จแล้วโทร.ไปบอกหน่อยนะ จะได้มาเอา “ “ ครับ ๆ ผู้พัน ไว้ใจผมเถอะว่าจะทำให้ดีที่สุด “ เจ้าของอู่รับสัญญา อีกหนึ่งเดือนต่อมา พ่อมาจากต่างจังหวัด ถามหารถ “ รถตู้ยังไม่เสร็จอีกหรือ ไหนบอกว่า ครึ่งเดือนเสร็จ นี่ปาเข้าไปตั้งกว่าเดือนแล้วมั้ง เขาโทร.มาหรือเปล่าล่ะ” “ ไม่เห็นโทร.มาเลย แม่ก็มัวยุ่ง ๆ เลยลืมไปเลย ก็พ่อสั่งให้เขาโทร.มาบอก ไม่ใช่หรือ “ “ เขาคงลืม เย็นนี้เราไปดูกันนะ “ เย็นนั้นพ่อก็พาแม่ไปดูรถ ปรากฏว่ายังไม่เสร็จ “ ผู้พันครับ มันผุมาก ยังทำไม่เสร็จเลย “ เจ้าของอู่รีบรายงาน “ ไม่ได้ทำมากกว่าละมั้ง ดูลักษณะรถทิ้งอยู่นาน มีร่องรอยการทำสีอยู่บางแห่งเท่านั้นเอง “ พ่อไม่ยอมเชื่อว่าทำงานมาก “ ขอเวลาอีกสัก ๑๐ วันเสร็จแน่ครับ “ เจ้าของอู่ขอเลื่อนเวลาอีก “ เร่ง ๆ มือทำหน่อยน่า มันน่าจะเสร็จตั้งนานแล้ว นี่ไม่ได้ทำเลย จะรีบเอาออกขาย “ “ ครับ ๆ ผมเสร็จจะรีบไปบอก “ เจ้าของอู่สัญญา อีกกว่าครึ่งเดือน เจ้าของอู่ก็มาบอกว่า รถเสร็จแล้วให้ไปเอาได้ แม่ก็จัดแจงนับเงิน ๒,๕๐๐.- บาทตามที่เราตกลงกันไว้ไปด้วย พอไปถึงอู่รถ เขาก็จัดแจงพาไปดูรถที่ซ่อมเสร็จแล้ว แม่ก็เดินดูรอบ ๆตัวรถ เห็นว่า สาดสีเดิมให้กลมกลืนกันดีแล้ว แม่ถามว่า “ นี่ถ้านานอีกสักเดือน ๒ เดือน หวังว่าสีคงไม่เปลี่ยนเป็นกระดำกระด่างไปทั้งคันนะ มันจะมีสีเหมือนสีเดิมหรือเปล่า “ แม่เป็นห่วงว่าสีเดิมกับสีที่ทาใหม่มันจะไม่เหมือนกัน “ รับรองครับ ผมใช้สีของมันทาให้ ผสมเหมือนสีเดิมเปี๊ยบเลย “ แม่พอใจแล้วก็ควักเงินออกมานับให้ตามที่ตกลงกันไว้ คือ ๒,๕๐๐.- “ ผมทำให้ดีมากและมากกว่าที่บอกไว้เยอะเลย ผมขอค่าแรงเพิ่มอีก ๕,๐๐๐.- “ “ อะไรนะ เพิ่มเป็น ๕,๐๐๐.- บาท” แม่ตกใจ “ ไม่ใช่ครับ เพิ่มอีก ๕,๐๐๐.- หมายความว่ารวมทั้งหมดเป็น ๗,๕๐๐.- “ แม่ยิ่งตกใจใหญ่ เพราะฟังทีแรกก็ตกใจอยู่แล้ว กลับกลายเป็นว่า แพงยิ่งกว่านั้นอีก “ ก็เราตกลงกันไว้แต่แรกแล้วไง ราคา ๒,๕๐๐.- ฉันก็บอกแล้วว่า ไม่ใช่ซ่อมไว้ใช้เอง แต่จะย้อมแมวขาย รถคันนี้จะขายราคา ๓๐,๐๐๐.- แล้วถ้าซ่อมเป็นเงิน ๗,๕๐๐.- แล้วฉันจะได้อะไร “ “ โธ่ คุณ ขอให้เห็นใจผมเถอะ เพราะพอรื้อออกมาแล้วมันผุมาก ผมทนไม่ได้ต้องทำ มันเลยมาก” “ แล้วบ้านฉันก็อยู่แค่นี้เอง วันก่อนก็มาดูรถ ทำไมไม่เห็นบอกสักคำว่า มันจะแพงอย่างนี้ วันนั้น ผู้พันก็มาด้วย เขาเป็นคนตกลงกับคุณเองนะ ถ้ายังไง คุณไปตามทวงที่เขาก็แล้วกัน ฉันเอาเงินมาวันนี้เท่าจำนวนที่เราได้ตกลงกันไว้เท่านั้น ดีไหม “ “ ตกลงครับ ถ้าผู้พันมาก็ช่วยบอกท่านด้วยก็แล้วกัน ผมทำดีจริง ๆ นะครับ “ “ คุณอาจจะทำดี แต่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ของเรา และที่ฉันดู ก็ไม่เห็นว่า คุณทำมากกว่าที่เราได้ตกลงกันไว้ เพราะฉะนั้น ฉันให้คุณไม่ได้ “ แม่นำรถกลับบ้านอย่างช้ำอกช้ำใจ เงินก็ไม่ค่อยมี อุตส่าห์กัดฟันเอารถไปซ่อม เผื่อจะได้ขายออกได้เงินมาบ้าง กลับจะต้องมาเสียค่าซ่อมตั้งเกือบหมื่น ไม่ช้ำตอนนี้แล้วจะช้ำตอนไหน หลังจากนั้น เจ้าของอู่ก็เทียวไปเทียวมาขอเบิกเงินส่วนที่ยังไม่จ่าย แม่คอยปรึกษาพ่อตอนที่พ่อกลับมาบ้าน พ่อตัดสินว่า “ เอาให้เขาเพิ่มอีก ๒,๕๐๐.- ก็แล้วกัน จะได้แล้ว ๆ กันไป “ ดังนั้น พอเขามาทวงอีกครั้ง แม่ก็บอกว่า พ่อขอให้อีก ๒,๕๐๐.- แล้วก็แล้วกันไปนะ ไม่ต้องมาเก็บอีก ไม่ให้แล้ว หลังจากนั้น เขาก็เงียบหายไป แม่ก็ค่อยเบาใจว่า คงจะเข้าใจและไม่ติดตามทวงหนี้อีก แต่แล้ววันหนึ่ง แม่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน มีคนมาขอพบและส่งหมายศาลให้แม่เซ็นรับ แม่ตกใจแทบสิ้นสติ อะไรกันนี่ เราไปทำผิดคิดร้ายอะไร ถึงกับมีหมายมาเรียกให้ไปศาล ปกติ แม่ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับราชการอยู่แล้วไม่ว่าราชการไหน ไม่ชอบและก็กลัวด้วย แม่เลิกทำงาน แล้วมานั่งคิดหาทาง ว่าแม่ควรจะทำอย่างไรดี จะทำอะไรก่อนอะไรหลัง ทางหนีทีไล่ต้องให้พร้อม “ ลูก ๆ ใครรู้จักทนายความหรือผู้พิพากษาบ้าง “ แม่ถามลูก ๆ ที่กลับจากโรงเรียน “ พ่อเพื่อนต้นเป็นผู้พิพากษาอยู่ที่ศาล มีบ้านพักอยู่ใกล้บ้านเรานี่เอง “ ลูกต้นบอก “ ดีมาก ลูกรีบไปหาเพื่อน บอกว่าแม่จะขออนุญาตเข้าพบเพื่อปรึกษา เรื่องที่แม่ได้รับหมายศาล พ่อเพื่อนเขาจะยินดีให้คำแนะนำแม่ได้บ้างไหม “ ต้นรีบไปติดต่อเพื่อน พ่อของเพื่อนก็ใจดี กรุณาให้แม่เข้าพบในตอนค่ำวันนั้นเอง “ ดิฉันต้องขอประทานโทษที่รบกวนเวลาของท่าน แต่ดิฉันไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร เพราะไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้ พอดีลูกบอกว่าท่านเป็นคุณพ่อของเพื่อนเขา ก็เลยขออนุญาตมาเรียนถาม เรื่องเกี่ยวกับการถูกหมายศาลเรียกตัว “ “ ยินดีครับ คุณมีปัญหาอะไรหรือ “ ท่านผู้พิพากษาถาม แม่เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นให้ท่านผู้พิพากษาฟังอย่างละเอียด สังเกตดูท่านงง ๆ ว่า เรื่องแค่นี้หรือที่แม่ยอมให้เรื่องถึงศาล แต่ท่านก็อุตส่าห์ให้คำแนะนำว่า แม่จะต้องไปหาทนาย และว่าจ้างให้เขาว่าความให้ “ ดิฉันจะแก้ต่างตัวเองไม่ได้หรือคะ เรื่องแค่นี้เอง ไม่น่าจะต้องถึงทนาย “ “ ไม่ได้หรอกครับ เพราะทนายเป็นผู้ที่เรียนมาทางกฎหมาย เขาจะเป็นผู้ช่วยแก้ต่างให้กับคุณ ทุกอย่างต้องทำเป็นขั้นตอน “ “ ถ้าอย่างนั้น ดิฉันก็จะต้องไปหาทนายที่ดี ๆ ช่วยเหลือลูกความอย่างแท้จริง ไม่ดึงเรื่อง ดึงเกมให้มันยืดเยื้อ ท่านพอจะแนะนำได้ไหมคะ “ ท่านผู้พิพากษายิ้ม ๆ ไม่ต่อความ แม่ก็เลยออกตัวเรื่องที่ทำให้เป็นความขึ้นโรงขึ้นศาล ว่า แม่ไม่ชอบที่แม่ต้องถูกบีบบังคับให้จ่ายเงินให้เขาโดยที่แม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ตกลงกันแล้ว แต่กลับทำตามใจชอบ โดยทำให้ผู้อื่นต้องเสียเงินมากขึ้นโดยพลการ และอีกอย่าง แม่อยากจะหาประสบการณ์การขึ้นศาล เพื่อหาข้อพิสูจน์ตามคำคนโบราณที่กล่าวว่า “ ถ้าจะต้องเป็นความกันแล้ว ยอมกินขี้หมาดีกว่า “ แม่ลาท่านผู้พิพากษามาโดยที่ท่านก็คงจะงง ๆ ว่า ยายคนนี้มันคิดยังไงของมัน ช่างทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แปลกจริง ๆ ฝ่ายแม่ก็ดั้นด้นไปเสาะแสวงหาทนายความดี ๆ ตามสไตล์ของแม่ คือไปที่ศาล เมียงมองอยู่สักครู่ ก็เข้าไปตีสนิทกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่แม่เห็นเดินเข้า ๆ ออก ๆ ตามห้องต่าง ๆ เดาเอาว่า เป็นคนที่ทำงานที่ศาล “ ขอโทษ คุณทำงานที่ศาลนี้ใช่ไหมคะ “ “ ใช่ค่ะ หนูทำงานเป็นเสมียนศาลมาหลายปีแล้ว คุณพี่มีธุระอะไรที่นี่หรือเปล่าคะ “ เธอมีน้ำใจ ไต่ถามแม่ “ คุณอยู่ที่นี่ รู้จักทนายความดี ๆ ที่เห็นอกเห็นใจ คนมีความทุกข์ ช่วยว่าความให้อย่างจริงใจ ไม่มีนอกมีใน หรือที่เขาเรียกว่า ชอบเลี้ยงไข้ ทำให้เรื่องยืดเยื้อโดยใช่เหตุ เพียงเพื่อจะได้เรียกร้องเงินเพิ่มขึ้น คุณพอจะแนะนำพี่ให้รู้จักสักคนหนึ่งได้ไหม “ แม่ถาม “ หนูพอจะเห็นคนอย่างที่คุณพี่ว่านี่ คนๆนี้ เป็นคนดี พูดจริง ไม่มีนิสัยอย่างที่ว่า “ “ เขาชื่ออะไร และมีสำนักงานอยู่ที่ไหนคะ “ แม่รีบถาม “ เขาชื่อ คุณสวัสดิ์ สำนักงานสันติสวัสดิ์ ทนายความ อยู่ใกล้ ๆ นี่เองเลยอำเภอไปหน่อย เดียวค่ะ “ แม่รีบขอบอกขอบใจคุณอะไรก็ลืมถามชื่อ รีบตรงไปหาทนายความตามที่ได้รับการบอกเล่า พบง่าย ๆ เพราะไม่ไกลเลย และเมื่อเข้าไปพบทนายความคนที่ชื่อ คุณสวัสดิ์ แล้ว หลังจากแนะนำตัวเอง และเล่าวิธีการสืบหาทนายให้แก่คุณสวัสดิ์ฟังโดยละเอียดแล้ว แม่รู้สึกว่าคุณสวัสดิ์ออกจะเขิน ๆ แต่ก็พอใจ แม่ไม่อ้อมค้อม รีบเล่าเรื่องราวให้ฟังอย่างละเอียด คุณสวัสดิ์เป็นคนที่จะจดทุกคำที่เราพูดคุยกัน มือจะไม่ละจากดินสอ สอบถามกันอยู่สักครู่ใหญ่จนได้ความแล้ว คุณสวัสดิ์ก็แนะนำขึ้นว่า “ เรื่องนี้ ไม่ยาก เรามีทางที่จะแก้ได้ แต่ถ้าจะให้สวย ผมว่า นอกจากแก้คดีแล้ว เราควรต้องฟ้องกลับ ว่า เราถูกเขาฉ้อฉลเอาเงินเกินไป ๒,๕๐๐.- เราขออำนาจศาลให้เขาคืนให้เรา “ “ แต่จริงๆแล้ว ดิฉันก็ไม่ต้องการเงินคืนหรอกนะคะ ให้แล้วก็แล้วไป เพียงแต่ไม่อยากให้เขาอีก มันเกินไป “ “ ไม่ใช่ครับ ผมก็ไม่ได้หวังจะให้ทำอย่างนั้น แต่มันเป็นวิธีกันเอาไว้ก่อน เผื่อเราพลาดพลั้ง ถ้าเราจะใช้วิธีแก้อย่างเดียว “ “ แล้วดิฉันจะต้องเสียค่าทนายอย่างไรบ้างคะ “ “ ถ้าจะแก้คดีอย่างเดียว ผมขอคิด ๕๐๐.- แต่ถ้าจะฟ้องกลับ ก็ขอเพิ่มอีก ๒๕๐.- “ แม่ตัดสินใจทันที เป็นไงเป็นกัน อย่างมากถ้าแพ้ก็เสียไม่ถึงหมื่น (จ่ายโจทก์และค่าฤาชาทำเนียมอะไรต่ออะไร) แต่ช่างมันเถอะ สิ่งที่แม่คิดว่า แม่จะได้จากการขึ้นศาลคราวนี้ จะมีมากมายมหาศาล ยากที่ใคร ๆ จะมีโอกาสอย่างแม่ แม่จึงฉวยโอกาสตกลงทันที ไม่คอยปรึกษาพ่อหรือใคร ๆ เลย ดูสิว่า ค้าความคราวนี้จะทำให้แม่อยากกินขี้หมาขึ้นมาหรือเปล่า เมื่อทุกอย่างตกลง ทุกฝ่ายก็เตรียมพร้อม และเมื่อถึงวันที่ศาลนัด เราก็พากันไปพร้อมที่ศาล ฝ่ายโจทก์และจำเลยเผชิญหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายต่างทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ทักทายกัน พ่อไม่ได้มากับแม่ เมื่อถึงเวลา ท่านผู้พิพากษาเข้านั่งบัลลังก์ แต่ทนายทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่สวมเสื้อครุย ผู้พิพากษาเริ่มอ่านเรื่อง และกล่าว ประนีประนอม คือให้ทั้งโจทก์และจำเลยตกลงกันโดยไม่ให้คดีต้องยืดเยื้อ ฝ่ายทนายโจทก์บอกว่า ถ้าจำเลยยอมชำระเงินให้โจทก์ ก็จะไม่เอาความ ทนายจำเลยก็ถามจำเลย คือแม่ว่า แม่จะตกลงอย่างไร แม่ก็บอกว่า ถ้าจะให้เลิกแล้วต่อกันก็คือ ไม่ฟ้องกัน แม่ก็จะไม่เรียกเงินที่จ่ายเกินคืน และแม่ก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่มให้เขา เอาเป็นเจ๊ากัน ฝ่ายโจทก์ไม่ยอม แม่ก็ไม่ยอม ท่านผู้พิพากษาเอ่ยขึ้นกับแม่ว่า “ ขอให้เรื่องมันจบกันในวันนี้เถอะ ศาลมีงานที่จะต้องทำอีกมาก “ “ ขอประทานโทษค่ะ ที่ดิฉันอยากจะให้มีการพิจารณาคดีนี้ ก็เนื่องจากว่า ดิฉันเป็นประชาชนคนธรรมดา โอกาสที่จะขึ้นศาลยาก วันนี้ ถึงแม้ดิฉันจะแน่ใจว่า ถ้าจะแพ้ความกัน ดิฉันก็ไม่กลัวว่าจะติดคุก เพราะมีเงินที่จะเสีย วันนี้ก็นำเงินมาด้วยเพื่อความอุ่นใจ แต่ถึงยังงั้น ดิฉันก็ยังกลัว มือเย็นจนถึงข้อศอก พูดออกมาเสียงก็สั่น ถ้าหากดิฉันไม่ฝึกแต่ตอนนี้ ต่อไปถ้ามีเรื่องใหญ่กว่านี้ ดิฉันมิช็อคตายคาศาลหรือคะ และอีกประเด็นหนึ่ง ดิฉันต้องการเรียนรู้ด้วยตัวเองว่า ศาลสถิตยุติธรรม มีความเที่ยงตรงอย่างไร จากการที่ดิฉันกล่าวคำสาบานด้วยว่าจะพูดความจริงทุกประการ ดิฉันอยากเรียนรู้ ค่ะ “ “ ตกลง ทนายลงมือดำเนินการได้ ศาลจะทำการพิจารณาคดี “ ท่านกล่าวอย่างเต็มใจ หลังจากนั้น ทนายทั้งสองฝ่ายก็ดำเนินการซักถามตามครรลองของการว่าความ แม่ให้การทุกอย่างไปตามที่เป็นจริง (ตามที่ได้สาบานก่อนให้การ) ทนายแม่ชมว่า แม่ให้การได้ชัดเจน กระชับ ไม่วกวน นั่นแน่ เริ่มเก่งแล้วนะ หลังจากนั้น แม่ก็ไม่ได้ไปศาลอีกนาน จนกระทั่งถึงวันที่ศาลนัดพยานคนสำคัญคือพ่อ พ่อก็เหมือนแม่ คือ คงจะไม่เคยขึ้นศาล ก็คงตื่นเต้นพอสมควร และอีกครั้งที่ศาลนัดเอารถไปให้ตรวจดู ถือเป็นของกลางที่เป็นข้อพิพาท แล้วหลังจากนั้น ทุกครั้งที่ศาลนัด ทนายก็บอกว่า คุณไม่ต้องไปก็ได้ แล้วทนายจะส่งข่าวให้ทราบ แม่ก็มัวยุ่ง ๆ เรื่องอื่น จุดตื่นเต้นก็ผ่านไปแล้ว เลยไม่ได้สนใจถามหา เนื่องจากค่อนข้างจะแน่ใจว่า ไม่มีปัญหา แล้วก็เป็นความจริง อีกนานต่อมา ทนายก็ส่งข่าวมาว่า ศาลตัดสินให้เจ๊ากันอย่างที่เราคาด คือต่างคนต่างก็จ่ายให้กับทนายของตัวเอง ซึ่งแม่ชำระเสร็จสิ้นไปตั้งแต่แรกแล้ว มีสะเก็ดข่าวมาจากทนายโจทก์ว่า ตัวเขาเอาก็โดนเจ้าของอู่คนนั้นทำกับเขาเหมือนแม่โดน แต่เขาไม่อยากเอาเรื่อง “ นิสัยมันเป็นยังงี้เอง ใคร ๆ ก็รู้ “ “ อ้าว แล้วทำไมยังปล่อยให้เขาประพฤติตัวแบบนี้อีก จะมีสักกี่คนที่เหมือนแม่หนอ “ แม่รำพึงในใจ และก็คิดว่า ต่อนี้ไป เขาก็คงจะคิดหน้าคิดหลังก่อนที่จะทำแบบนี้อีก จบแล้ว
|