![]() |
|
|
|
ความทุกข์ที่สุดในชีวิต แม่มีลูกชายสามคน อายุเรียงกันมาเลย คือ ลูกต้นแก่กว่าลูกต่อ ๒ ปี ลูกต่อก็แก่กว่าน้องตึ้ก ๒ ปี แม่ต้องเลี้ยงลูกตั้งแต่เกิดด้วยตัวเอง ลูกทุกคนดื่มนมแม่ ส่วนพ่อไปทำงานไกล ตอนแรกทำอยู่ที่ต่างอำเภอซึ่งอยู่ห่างจากบ้านกว่า ๔๐ กิโลเมตร หลาย ๆวันเข้าเมืองครั้งหนึ่ง ต่อมาเขาก็ขอโอนย้ายมาทำงานอยู่ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมือง ๒๐ กิโลเมตร แม่ซึ่งไปเรียนเย็บเสื้อมาจากกรุงเทพฯ กะว่าจะเปิดร้านตัดเสื้อ คือแม่จะต้องพยายามหาอะไรทำในระหว่างที่ต้องเลี้ยงลูก โดยที่ลาออกจากงานที่ทำอยู่ก่อนแต่งงาน เนื่องจากไม่ไว้ใจให้ลูกเล็กๆ อยู่กับคนเลี้ยง ตอนนั้น เราไม่มีญาติผู้ใหญ่ที่จะมาช่วยเป็นหูเป็นตาแทน จึงตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อเลี้ยงลูก มาขอเช่าห้องแถวชั้นเดียวของป้า เพราะอยู่ติดถนน แม่เปิดร้านรับตัดเสื้อ ค่าเช่าเดือนละ ๕๐๐.- บาท ห้องแถวทำด้วยไม้ชั้นเดียว แต่เพดานสูงมากถึง ๔ เมตร ฝาด้านในบุด้วยไม้ไผ่สานที่เรียกว่า ลายอำ มีลักษณะเป็น ๓ ห้อง เรากั้นเป็นห้องนอน ๒ ห้อง ด้านหน้าเปิดเป็นร้านตัดเสื้อ มีตู้โชว์ตั้งอยู่หน้าร้าน แม่ก็เลี้ยงลูกไป ตัดเสื้อผ้าที่เขามาจ้างไป เอาลูกนั่งบนโต๊ะตัดผ้า มีลูกมือที่มาช่วยเย็บ ๑ คน ทำงานเพื่อหาเงินมาช่วยเลี้ยงครอบครัวอีกแรงหนึ่ง โดยไม่ต้องออกจากบ้าน เพราะแม่เป็นห่วงลูกมาก แม่จำได้ว่า รับจ้างเย็บเสื้อผ้าอยู่หลายปี จนมีลูกต่อ และกำลังท้องลูกตึ้ก ก็มีคนมาชวนให้เปิดร้านทำผม เขาเป็นช่างทำผมอยู่ และเบื่อร้านเก่า มีคนพามาหาแม่ ได้พูดคุยกันจนรู้เรื่องว่า เขาได้ลาออกจากร้านเก่าแล้ว แต่ก็ไม่อยากกลับบ้าน อยากจะหางานทำ ก็บอกว่า แม่ไม่มีความรู้ด้านทำผมเลย ถ้าเขาอยากทำแต่ไม่มีทุน แม่ก็รับจะลงทุนให้ ปรับปรุงร้าน และซื้ออุปกรณ์การทำผม ส่วนเขาเป็นแรง หาเด็กมาช่วยอีก ๑ หรือ ๒ คน ได้เงินและหักต้นทุนออกแล้วก็แบ่งกัน ช่วงเวลานั้นเอง บ้านของป้า หลังที่อยู่ติดด้านหลังร้านของแม่ เป็นบ้านไม้ สองชั้นใหญ่ มีบริเวณกว้างพอสมควร ซึ่งคุณหมอเช่าอยู่ ได้ย้ายออกไป บ้านว่างอยู่หลายเดือน จนแม่คิดหางานทำ หลังจากปรึกษาหารือใครต่อใครแล้ว ก็เลยขอเช่าต่อจากคุณหมอ จะทำเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน พอตัดสินใจก็จัดแจงปรับปรุงบ้าน ทำห้องเรียน ห้องกินข้าว และทำห้องน้ำ ห้องส้วม พร้อมทั้งบอกกล่าวไปตามบ้านคนรู้จัก เผื่อเขาจะได้นำลูกเต้ามาฝากเลี้ยง หลวงพ่อตั้งชื่อว่า “ดรุณสุข” แต่จำไม่ได้ว่า เริ่มเลี้ยงเด็กตั้งแต่วันที่-เดือน-ปีอะไร แต่ทุกคนก็สนุกกับงานใหม่นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกต่อ กลับจากโรงเรียนก็มานัวเนียอยู่กับเด็ก เด็ก ๆ จะติดพี่ต่อมาก เพราะพี่ต่อช่างเล่นสนุกสนาน จนบางครั้งผู้ปกครองถึงกับมาขอดูตัวครูที่ชื่อพี่ต่อ เนื่องจากลูกเอาไปเล่าให้ฟัง ตั้งแต่พี่ต่ออายุประมาณ ๑๐ ขวบ จนโตมีอายุได้ ๑๖ พี่ต่อก็ยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคน เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ วันนั้น เป็นเวลาบ่ายแก่ ๆ แม่กำลังนั่งอยู่กับเด็กนักเรียนเล็ก ๆ คอยเวลาที่ผู้ปกครองจะมารับ ลูกต่อป่วยมาตั้งแต่เช้า มีอาการคล้ายเป็นหวัด ปวดหัว ไม่ได้ไปโรงเรียน หลังห้าโมงเย็น แม่ก็ไล่ให้ไปหาคุณหมอที่ตลาดสมเพชร เพราะคิดว่าเป็นไม่มากนัก หมอให้ยามากิน กลับมาถึงบ้านก็มานอนอยู่กับเด็ก ๆ หลังบ้าน แต่อาการก็ไม่ทุเลาลง ปวดหัวมากขึ้นทุกที จนแม่ผิดสังเกต ให้กินข้าวเย็นแล้วก็ไล่ให้ไปนอน ตอนกลางคืน แม่ก็ดูแล เช็ดตัว ให้ เพราะไข้สูงมาก ต้องใช้ผ้าชุบน้ำวางที่หน้าผากให้ ตลอดคืน แม่นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ลุกไปดูลูกต่อ ก็เห็นตัวยังร้อนจัด แม่เช็ดตัวให้หลายครั้ง รุ่งเช้า แม่เรียกลูกต่อให้ลุกขึ้น เพื่อจะให้กินข้าวแล้วจะได้กินยา ลูกส่งเสียงอือ อา ไม่ค่อยจะยอมลุก แม่ก็เสียงดังขึ้นทุกที เพราะกังวลว่า จะได้กินยาช้าไปทุกที และก็ยังหวังว่า กินยาแล้ว ไข้ก็จะลดลง “ ลูกต่อ แม่บอกว่า ให้ลุกขึ้นมากินข้าว จะได้กินยา ไข้จะได้ลดเร็ว ๆ ” “ ฮือ ๆ ” ลูกต่อครางแล้วก็ลุกขึ้นนั่ง แล้วก็กลับนอนลงไปอีก หลายครั้งแบบไม่ปกติ แม่ชักเอะใจ เพราะลูกแม่ไม่เคยดื้อ บอกให้ทำอะไรก็จะไม่ดื้อดึงเหมือนคราวนี้ ลักษณะพูดไม่รู้เรื่อง แม่ตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ไปหาคุณหมอ ที่ลูกต่อไปหาเมื่อวาน ซึ่งคุณหมอทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค “ คุณหมอคะ นี่แม่ของลูกต่อพูด ลูกต่อที่ไปหาคุณหมอเมื่อวานนี้ จำได้ไหมคะ ” “ อ้อ น้องต่อเป็นไข้หวัด อาการเป็นอย่างไรบ้างครับ ” “ พี่สงสัยว่า จะไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดาเสียแล้ว ขณะนี้ไข้สูงมาก ไม่ยอมลดเลย พูดก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง พี่สงสัยว่า จะเป็นไข้สมองอักเสบ พี่ขอรบกวนคุณหมอจัดเตรียมห้องให้เดี๋ยวนี้เลย พี่จะพาลูกไปแอทมิด ” “ อะไรครับ มันจะเป็นไปได้หรือครับ ผมว่าคงไม่ร้ายแรงถึงขั้นนั้นนะครับ ” “ เอาเถอะค่ะ พี่ขอร้องคุณหมอรีบสั่งเตรียมห้องให้เลยนะคะ อีกประมาณครึ่งชั่วโมง พี่จะพาลูกมาถึง ” “ ได้ครับ ผมจะสั่งเตรียมไว้ให้เรียบร้อย พี่ตรงมาที่ โอ พี ดี ได้เลย ผมจะคอยอยู่ที่นั่น ” แม่รีบแต่งตัวและจัดแจงให้ลูกต่อเปลี่ยนเสื้อ แล้วพาลงไปข้างล่าง ให้เข้าไปนั่งในรถ แม่ขับออกจากบ้านตรงไปโรงพยาบาลทันที เมื่อถึงโรงพยาบาล ก็รีบพาตรงไปทำบัตรคนไข้ และแจ้งชื่อคุณหมอที่นัดไว้แล้ว สักครู่ คุณหมอก็รีบเดินเข้ามาหา “ เป็นยังไงบ้างครับ ไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นไข้สมองอักเสบ อาการเป็นยังไง ” “ ความร้อนขึ้นสูงมากค่ะ หมอ เมื่อคืนพี่แทบไม่ได้นอน เพราะกินยาแล้ว ไข้ก็ไม่ยอมลด เช็ดตัวตั้งหลายครั้ง และที่น่ากลัวก็คือ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ซึ่งไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ” “ ผมจัดเตรียมห้องไว้แล้วที่ตึก O3. เดี๋ยวคุณหมอกุยเยอร์จะมาตรวจให้ ” แม่คุยกับหมอขณะที่พยาบาลจัดแจงวัดปรอท วัดความดัน เพื่อเตรียมข้อมูลให้คุณหมอ ซึ่งแม่สังเกตว่า ลูกต่อไม่รู้สึกตัวเสียแล้ว นอนกระสับกระส่ายอยู่ในเตียงคนไข้ ต้องคอยดู กลัวจะตกลงมา คนงานเข็นรถขึ้นไปที่ห้อง แล้วคุณหมอกุยเยอร์ก็มาตรวจ หมอลงความเห็นเหมือนที่แม่คิดไว้ แต่หมอยังไม่ทราบว่า สาเหตุเกิดจากไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย “ เดี๋ยวหมอจะขอเจาะเอาน้ำจากไขสันหลังไปเพาะเชื้อดูก่อน ว่ามีเชื้อแบคทีเรีย หรือว่าเป็น ไวรัส แล้วจึงจะให้ยาถูก ” “ แล้วการเพาะเชื้อ ใช้เวลาเท่าไรคะ คุณหมอ ” “ ๒๔ ชั่วโมงครับ ” “ แล้วตอนนี้ จะให้ทำยังไงกับคนไข้ ที่กำลังไข้สูงมากอย่างนี้ คะ ” “ ใช้ผ้าเช็ดตัวไปก่อน หมอยังให้ยาไม่ได้ ” แม่ต้องทนเช็ดตัว และเฝ้าดูลูกนอนกระสับกระส่าย ไม่รู้สึกตัวอยู่ตลอดทั้งวัน โดยที่มีแต่พยาบาลเข้ามาวัดไข้ วัดความดัน แต่ไม่มียามาใส่ให้เลย มีแต่สายน้ำเกลือ แม่พยายามถามพยาบาลว่า หมอสั่งให้ยาอะไรบ้าง และต่อไปก็ถามว่า แล้วเมื่อไหร่ถึงจะให้ยา ในที่สุดก็ได้คำตอบชัดเจนว่า หมอจะสั่งยาให้ก็ต่อเมื่อเพาะเชื้อได้ความว่า เชื้ออะไรที่ทำให้ลูกเป็นอย่างนี้ ค่ำวันนั้น เพื่อนแม่ที่เป็นหมอสูตินรีเวช เป็นผู้หญิง ชื่อหมอบุญล้วน ได้เข้ามาเยี่ยมทันทีทีเธอทราบข่าว ว่าแม่พาลูกมาอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ เพราะเธอก็เป็นหมอที่นี่ด้วย พอมาเห็นและทราบอาการ เธอก็อธิบายให้ฟังว่า โรคที่สันนิษฐานว่าลูกต่อเป็นนี้ ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส ก็ไม่มีทางทำอย่างไรได้ เพราะไม่มียาอะไรที่จะฆ่าเชื้อไวรัสนั้น ต้องปล่อยให้หมดฤทธิ์เอง ทำได้แค่ดูแลอาการอื่นที่จะแทรกซ้อนเข้ามา แต่ถ้าเกิดจากแบคทีเรีย ก็ต้องฉีดยาปฏิชีวนะให้ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียนั้น แม่ก็มีปัญหาถามเพื่อนว่า “ แล้วกว่าจะเพาะเชื้อรู้ว่า เกิดจากอะไร จะต้องทนดูลูกมีอาการอย่างนี้ตลอดไปหรือ ช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือ ” “ มันก็แล้วแต่หมอ หมอฝรั่งที่ดูแลต่อ เขาจะต้องแน่ใจก่อน ว่าสาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แล้วถึงจะลงมือสั่งยาปฏิชีวนะ เพื่อให้ไปฆ่าเชื้อนั้น แต่ถ้าเป็นไวรัส ก็ไม่ใช้ยา ” “ ฉันทนดูอยู่ไม่ไหวหรอก ควรจะมีวิธีอะไรที่ไม่ใช่อย่างนี้ เราทำอะไรเข้าสักอย่างได้ไหม ” หมอบุญล้วน ซึ่งเป็นเพื่อนแม่มาตั้งแต่เรียนอนุบาล ก็เลยชี้ช่องให้ว่า หมอไทยบางคนก็เก่งมาก และกล้าที่จะสั่งยาช่วยเหลือทันทีที่เจ้าของไข้เห็นด้วย หมอบุญล้วนบอกว่า ขณะนี้ สมองของลูกต่อกำลังถูกความร้อนเผาไหม้อยู่ ถ้าปล่อยให้ความร้อนสูงอยู่อย่างนี้ พอความร้อนลดลงแล้ว เนื้อสมองก็จะฝ่อ และบางส่วนก็ตายไป หมออธิบายจนแม่มองเห็นภาพ รีบถามหมอว่า เราควรจะทำอย่างไร หมอบอกชื่อคุณหมอที่มีความชำนาญทางรักษาอีกคน พอบอกว่าชื่อหมอ สมโพธ แม่ก็ร้องขึ้นด้วยความดีใจว่า แม่รู้จัก หมอคนนี้เป็นน้องชายเพื่อนแม่เอง หมอบุญล้วนก็รีบติดต่อหมอสมโพธทันที หมอสมโพธจำแม่ได้ เลยบอกตกลงรับสั่งยาทางโทรศัพท์ ให้ยาลดไข้ทุก ๒ ชั่วโมง พร้อมกับยาปฏิชีวนะอย่างแรงและบอกให้แม่พยายามเช็ดตัว เช็ดหัวให้ความร้อนลดลงให้ได้ และให้เร็วที่สุด ใส่ยาที่จะไปช่วยรักษาสมองให้ด้วย แม่บอกพยาบาลที่เป็นเวรกลางคืนว่า ถ้าคุณหมอฝรั่งมาถาม ก็ให้บอกว่า แม่คนไข้ขอเปลี่ยนหมอ เพื่อป้องกันการขัดแย้งระหว่างหมอด้วยกัน ซึ่งตามมรรยาทแล้ว เขาจะไม่เข้าไปก้าวก่ายซึ่งกันและกัน แต่เพื่อลูก แม่ยอมให้คุณหมอกุยเยอร์โกรธ ดีกว่าที่ให้หมอกับหมอทะเลาะกัน ที่แม่เห็นด้วยกับหมอบุญล้วน และหมอสมโพธนั้น เพราะเหตุผลของเขาดี และเขารับรองว่า ถึงหากลูกต่อจะต้องเสียชีวิตไป ก็รับรองว่า ไม่ใช่เพราะยาที่เขาใส่ให้แน่นอน คืนนั้น แม่ไม่นอนตลอดทั้งคืน คอยแต่จะเช็ดตัวลูก พอเช็ดทั่วแล้วก็ใช้ถุงน้ำแข็งวางบนศีรษะ แม่จะประคองถุงไว้ คอยขยับไปให้ทั่ว และต้องเปลี่ยนผ้าเย็นทุกครึ่งชั่วโมง ในที่สุด พอเช็ดตัวทั่วดีแล้ว ก็ใช้ขนหนู ๔ ผืน วางแปะตรงซอกรักแร้ ๒ ผืน ซอกขา ๒ ผืน แม่ถอดเสื้อผ้าลูกออกหมด เอาผ้าคลุมไว้ เพื่อสะดวกในการเช็ดตัว พยาบาลเอาสายมาสอดใส่เพื่อไม่ให้ลูกถ่ายปัสสาวะออกมาเลอะเทอะ เพราะลูกไม่รู้ตัว เช็ดตัวลูกที แม่ก็ไม่สบายใจ เพราะตัวลูกเขียว ขนลุกชัน แสดงว่าหนาว แต่ความร้อนก็ยังไม่ลด ถึงแม้ข้างนอกตัวจะเย็น แต่พยาบาลเอาปรอทวัดทางก้น ปรอทก็ยังสูงกว่า ๑๐๕ องศาฟาเรนไฮท์ พอตอนเช้าหมอเข้ามาดูอาการ “ หมอคะ พี่เช็ดตัวลูกตลอดคืน สังเกตดูว่า ลูกหนาวมาก ขนงี้ลุกเชียว ตัวก็เขียว พี่กลัวจะเป็นปอดบวม ” “ ผมไม่กลัวหรอกครับ ปอดบวมเรื่องเล็ก ตอนนี้อยู่ที่ว่า จะทำยังไงให้ความร้อนลดเร็วที่สุด ” หมอสมโพธบอกย้ำ “ ถ้าอย่างนั้น พี่ใส่น้ำแข็งเต็มที่ได้นะ เพราะทำอย่างนั้นมาทั้งคืนแล้ว แต่ความร้อนก็ไม่ค่อยยอมลดเลย ” “ นั่นแหละครับ ปัญหาอยู่ตรงนั้น ตอนนี้ผมสั่งยาใหม่ให้อย่างหนึ่ง บริษัทส่งมาให้ ยังไม่มีจำหน่าย ราคามันสูงไปหน่อย ” “ ช่างมันเถอะ ราคาจะแพงก็ไม่ว่า ขอให้ช่วยสมองลูกไว้ไม่ให้เสีย เป็นดีที่สุด พี่ยอมทั้งนั้น ” แม่อ้อนวอนหมอ พยาบาลมากระซิบว่า หมอกุยเยอร์มาเห็นในตอนเช้า ว่ามีการสั่งยาให้กับคนไข้คนนี้ ก็ถามถึงสาเหตุว่า ใครเป็นคนเปลี่ยนหมอรักษาคนไข้คนนี้ เธอก็เลยบอกอย่างที่แม่บอกเอาไว้ คือแม่คนไข้สั่งขอเปลี่ยนหมอ เพราะมีความคุ้นเคยกับหมอคนนี้มาก่อน หมอกุยเยอร์ถามว่า “ แม่คนไข้เป็นหมอ หรือพยาบาลหรือเปล่า ” หมอแสดงอาการไม่พอใจว่า แม่อวดดี ซึ่งแม่ก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ เห็นหมอก็ทักทาย แต่หมอไม่ค่อยเปิดโอกาสให้แม่ได้ทัก ทำยังไงได้ ชีวิตลูกทั้งคน จะให้มีความเกรงกลัวหมอจะเสียน้ำใจได้ยังไง แม่ไม่ถือว่าแม่ผิด เพราะเท่าทีฟังเหตุผลที่เพื่อนพูด และแม่คิดว่า แม่ควรจะต้องมีอำนาจตัดสินใจ ในเรื่องความเป็นความตายของลูก ตลอด ๔ วัน ๔ คืน ที่แม่ไม่กล้าจะหลับตาลงไป คอยเช็ดตัวบ่อย ๆ น้ำแข็งจะไม่เคยห่างศีรษะของลูก แล้วไม่วางแช่ไว้ด้วย ต้องคอยขยับไปจนทั่ว เพราะแม่นึกเห็นภาพตามที่หมอพูดว่า ความร้อนมันกำลังเผาสมองของลูกอยู่ตลอดเวลา แม่กลัวสมองลูกฝ่อ ตอนเช้า ลูกต้นจะมาเปลี่ยนบ้าง แม่ก็คอยกำชับกำชาให้ลูกต้นทำอย่างที่แม่ทำ แต่ก็หลับตาไม่ลงอยู่ดี วนเวียนอยู่ในห้องนอนลูกนั่นแหละ และคอยไถ่ถามทุกคนที่เข้ามาในห้อง ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล หรือแม้แต่คนกวาดห้อง ถึงเรื่องโรคนี้ แม่ศึกษาจากทุกคน โดยจะถามว่า เขาเคยเห็นคนเป็นอย่างนี้บ้างหรือเปล่า แล้วเขารักษากันยังไง หายหรือไม่ แม่เที่ยวหาข้อมูลทั่วไปหมด ไม่เว้นว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ที่ผ่านเข้ามาในแวดวงของแม่ ขณะที่แม่ทำการหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ป้าซิม พี่สาวของแม่ก็ออกหาข้อมูลเหมือนกัน แต่คนละวิธี ป้าซิมจะวนเวียนไปตามเจ้าทรงที่นับถือ ซึ่งมีมากมายหลายเจ้าเหลือเกิน ในแต่ละวันก็มีข้อมูลมาต่าง ๆ กัน วันหนึ่งก็มาบอกว่า “ เจ้าท่านบอกว่า ที่หลานเป็นอย่างนี้ เพราะผีตายโหงที่แจ่งกระต๊ำทำเอา ป้าซิมกำลังจะทำเครื่องเซ่นไปถวายท่าน จะได้ยกโทษให้หลาน จะได้หายป่วย ” อีกวันก็มาบอกว่า ไปดูเจ้าทรงอีกองค์หนึ่ง ท่านบอกว่า ลูกต่อถูกผีตายโหงที่อยู่ที่ประตูโรงเรียนมงฟอร์ตทำ ให้เอาเครื่องเซ่นไปให้กิน และก็ต่อ ๆ มา ป้าซิมจะต้องมีเรื่องเจ้าแต่ละแห่งที่ป้าซิมนับถือกล่าวทักทาย รวมแล้วไม่ต่ำกว่า ๕ หรือ ๖ เจ้านี่แหละ แต่ไม่ตรงกันเลยสักแห่งเดียว จนแม่อดรนทนไม่ได้ “ ป้าซิม ทำไมมันไม่ตรงกันสักรายเดียว ความจริง ถ้าพูดทักให้ตรงกันสัก ๒ คนก็จะเชื่อนะ แต่นี่มันแปลกที่ต่างคนต่างพูด ไม่ใช่ผีตัวเดียวกันเลย แล้วเราจะเชื่อได้ยังไง ” “ ช่างมันเถอะ ” ป้าซิมพูด “ แม่มันไม่เชื่อก็ช่าง ต่อเป็นหลานป้า ป้าจะทำให้ทุกอย่าง ใครว่าอะไร ป้าก็จะทำตาม ” แล้วป้าซิมก็เที่ยวได้วิ่งไปเซ่นผีตรงนั้น ตรงนี้ และตรงโน้น ด้วยความรักหลาน กลัวหลานจะถูกผีเอาไป “ ทำไมนะ คนอื่นทำไมไม่เป็น จำเพาะจะมาเป็นนายต่อ ” ป้าซิมรำพึงรำพัน “ อ้าว ป้าซิม นายต่อเป็นน่ะไม่น่ากลัว เพราะต่อเขาแข็งแรง ถ้าเป็นคนอื่นที่ร่างกายอ่อนแอกว่าต่อ จะสู้กับโรคไม่ไหวนา แล้วถ้าพ่อแม่เขาไม่ค่อยรู้เรื่องการดูแลรักษา และปฏิบัติกับคนไข้ แบบเรา ทุกอย่างคอยแต่หมอคนเดียว มันจะไม่ไหวนะ เพราะ เราอยู่กับคนไข้ ๒๔ ชั่วโมง ในขณะที่หมอเข้ามาดูวันหนึ่ง ๕ นาที ถ้าเจ้าไข้ไม่คอยป้อนข้อมูลให้หมอโดยละเอียด หมอเองก็อาจจะพลาดได้ ใช่ไหม ” แม่ไม่ยอมลำเอียงเข้าข้างลูก ลูกเขาก็เหมือนลูกเรา ถ้าเราเป็น ก่อนอื่นต้องทำใจให้ยอมรับ จากนั้นก็เร่งหาทางแก้ไข จากการดูแลอย่างใกล้ชิดของเรา และคุณหมอรวมกัน ลูกต่อไม่ได้สติอยู่ ๔ วัน ๔ คืน แต่หมอบอกว่า คนไข้ไม่ชัก เพียงแต่ไม่ได้สติเท่านั้น แม่สังเกตว่า ถ้าลูกกระสับกระส่าย ขยับเนื้อตัวไปมา แม่เดาว่า ลูกคงปวดปัสสาวะ ก็ลองบอกลูกตรงข้างหูว่า “ ต่อ ลูกปวดฉี่ใช่ไหม ลูกฉี่ได้เลย แม่เอากระโถนรองให้แล้ว ฉี่ได้เลย ” แล้วลองสังเกตดู ก็จะเห็นปัสสาวะไหลออกมาตามท่อที่เขาสอดสายเอาไว้ แสดงว่า ลูกยังพอมีความสำนึกว่า ปวดฉี่ แต่ไม่กล้ากลัวเลอะ พอแม่บอกก็เลยฉี่ออกมาได้ แล้วก็สงบไป “ หมอคะ นี่ก็ ๔ วันแล้ว จากการวัดไข้ ความร้อนลดลงวันหนึ่ง ๑ องศา แต่แล้วลูกก็ยังไม่ฟื้น นี่วันนี้ความร้อนมี ๑๐๒ องศา ถ้าความร้อนลดลงจนปกติแล้ว ลูกจะฟื้นหรือเปล่า ” แม่อยากรู้ ถามคุณหมอ “ ไม่แน่ครับ บางคน ความร้อนลด คือไม่มีไข้แล้วอีกตั้งเดือน ถึงจะฟื้นก็มี บอกไม่ได้หรอกครับว่า เมื่อไหร่จะฟื้น ” “ แต่ลูกต่อขยับเนื้อขยับตัว ทำท่าเหมือนจะได้สติ และตลอดเวลา ๔ วัน ๔ คืน พี่ไม่เคยปล่อยให้ความร้อนเผาสมองลูกโดยสะดวก ใช้น้ำแข็งเช็ดตลอดเวลานะคะ ” “ ดีมากครับ ผมก็ได้ให้ยารักษาสมองอยู่ด้วยตลอดเหมือนกัน ” แต่แม่เชื่อว่า ลูกจะต้องหายเร็ว เพราะสังเกตจากอาการ วันนี้ เหมือนลูกกำลังนอนหลับสบาย ถึงแม้ความร้อนจะยังไม่ลดลงอยู่ในขีดปกติก็ตาม และก็เป็นจริงตามที่แม่คาดคะเน พอบ่ายแก่ ๆ ลูกก็ลืมตาขึ้น มองไปรอบ ๆ เหมือนสำรวจตรวจดูว่า ตัวเองกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน คงจะพยายามทบทวนความจำ แม่ค่อย ๆเล่าให้ลูกฟังถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา ลูกฟังแต่ไม่พูด แล้วก็หลับลงไปอีก แม่ปล่อยให้ลูกหลับสบาย ไม่กวน เพื่อให้เวลาลูกได้พัก หลังจากที่ได้ต่อสู้กับความเป็นความตายมาเป็นเวลาหลายวัน รุ่งขึ้นเช้า แม่เล่าให้คุณหมอฟังว่า ลูกตื่นแล้ว คุณหมอไม่แสดงอาการแปลกใจมากนัก บอกแต่ว่า “ พี่คอยสังเกตอาการดูก็แล้วกัน ว่าเขาจะมีความจำเหมือนเดิมไหม ทุกอย่างจะเป็นอย่างไร เพราะเรายังไม่ทราบว่า มีสมองส่วนไหนที่ถูกความร้อนเผาผลาญจนเสื่อม และฝ่อ ถ้ามันเป็นตรงจุดไหน อาการทางร่างกายก็จะปรากฏให้เห็น พี่ควรจะเตรียมใจไว้เลี้ยงลูกเล็ก ๆ ใหม่ ” (หมายความถึงสมองเสียไปมากจนกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อน เลี้ยงไม่โต คือช่วยตัวเองไม่ได้ ซึ่งแม่เคยเห็น ลูกของเพื่อนแม่คนหนึ่ง อายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกต่อ และป่วยเป็นโรคแบบเดียวกันเมื่อปีก่อน จนถึงเดี๋ยวนี้ ก็ยังต้องมีคนป้อนข้าวป้อนน้ำให้อยู่เลย นั่งน้ำลายไหล ต้องคอยเช็ด เรียกว่า ต้องมีพี่เลี้ยงคอยประกบตลอดเวลา ) แม่ถามลูกต้น ที่มาคอยช่วยดูแลน้อง เปลี่ยนกับแม่ ว่า “ ต้น ถ้าน้องไม่ฟื้น และเกิดตายไป เราจะทำยังไงดี ” ต้นตอบแม่อย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ ก็เผาซิ แม่ ” แม่ใจหาย แต่พอมาคิด ๆ ดู ลูกต้นพูดก็ถูก เราต้องเตรียมใจไว้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราต้องทำใจให้พร้อมที่จะรับในทุกสถานการณ์ หลังจากที่ลูกต่อฟื้นแล้ว มีพฤติกรรมที่แปลก พูดฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง อากัปกิริยาเปลี่ยนไป เคลื่อนไหวแบบแข็ง ๆ เหมือนมนุษย์หุ่นยนต์ คุณหมอบอว่า เกิดจากอาการที่เกร็งอยู่นาน ทำให้เส้นแข็งไปหมด กว่าที่จะคล่องขึ้นทั้งการพูดการเคลื่อนไหว ก็จะกินเวลาอีกนาน บอกเวลาแน่นอนไม่ได้ แต่ป้าซิม พอเห็นเข้า นึกเอาจากความเชื่อของตัวเอง ว่าต้องมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาอยู่ในตัวหลานชายคนนี้แน่ จึงไปถามเจ้าทรงอีก เขามาดู ๆอยู่ข้างเตียงสักพัก ก็ออกไปยืนที่ระเบียง ป้าซิมรีบเดินตามออกไป ซุบซิบกันอยู่พักหนึ่ง แล้วป้าซิมก็เดินกลับเข้ามาหาแม่ที่นั่งอยู่ข้างเตียงลูก ทำเสียงตื่นเต้น “ เจ้าคนนี้บอกว่า เจ้าพ่อ….. (แม่จำชื่อไม่ได้ ) เขาจะมาเอาลูกต่อเป็นร่างทรง “ แม่ตกใจมาก เพราะป้าซิมมาพูดต่อหน้าลูก ซึ่งป่วยอยู่ จิตใจก็ย่อมจะอ่อนไหว เลยโพล่งออกไปโดยไม่คิดเลยว่า “ ลองดูสิ ไม่ว่าเจ้าไหน ลองมาเอาลูกสิ แม่จะถีบออกไปเลย “ ผลของมันก็คือ เจ้าคนนั้นเผ่นออกไป โดยไม่หันกลับมา เพราะเขายืนอยู่ตรงระเบียง ย่อมต้องได้ยินเสียงของแม่อย่างแน่นอน ลูกต่อก็เลยหลุดพ้นจากอำนาจเจ้า แต่แม่โดนป้าซิมโกรธไปหลายวัน ความที่รักหลาน จนเกือบตกอยู่ในอำนาจมืด (แม่เรียกเอง ) หาว่าแม่ไม่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งแม่ก็ไม่เถียง แต่อ้างว่า แม่ต้องป้องกันลูกของแม่ ไม่ให้ถูกครอบจากอะไรก็ไม่รู้ หลังจากแม่ทราบว่า การที่ลูกต่อพูดฟังไม่รู้เรื่อง การเคลื่อนไหวแข็ง ๆ ประดุจมนุษย์หุ่นยนต์ เป็นสาเหตุจากเส้นที่เกร็งอยู่เป็นเวลานานหลายวัน ก็รีบกลับบ้าน ขอยาคลายเส้นที่ป้าหม่วยสร้างขึ้น เอามาให้ลูกกินเพื่อแก้ไขอาการเส้นแข็ง ลูกกลืนยาไม่ได้ แม่ก็สู้บดจนเป็นผง ละลายน้ำกรอกปาก ดีที่ลูกไม่ดื้อ ยอมกลืนยาของแม่แต่โดยดี แม่ทำกรอกวันละ ๓ เวลาด้วยความมั่นใจ ลูกก็น่ารัก ให้ความร่วมมือเป็นอันดี คือกินยาคลายเส้นของป้าหม่วย ที่คนบางคนไม่ยอมกิน เนื่องจากรสชาติของยา แต่เรื่องเอายาสมุนไพรให้ลูกกินนี้ แม่ปิดเป็นความลับ ไม่ได้บอกให้หมอรู้ ประมาณ ๗ วันต่อมา ลูกก็มีอาการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ อาการเกร็ง เดินเหมือนหุ่นยนต์ก็ลดน้อยลง พูดจาเป็นเรื่องเป็นราวดีขึ้น แต่ที่น่าหนักใจที่สุดในตอนนี้ คือ ลูกทำตัวเหมือนเป็นเด็กอายุสัก ๓-๔ ขวบ แต่ตัวลูกสูงเป็นผู้ใหญ่ แม่ต้องเหนื่อยใจกับการควบคุมดูแลลูก ไม่ให้เดินเพ่นพ่าน เข้าไปในห้องพยาบาล ซึ่งเขามีตู้เย็น ใส่น้ำอัดลมไว้คอยบริการคนไข้และญาติ ลูกชอบดื่มน้ำอัดลมมาก วนเวียนเดินเข้าเดินออก ไปเปิดตู้เอาน้ำอัดลมออกมา บางครั้งหยิบมาทั้งสองมือเลย แม่ก็ไล่ตาม ให้เอาไปคืน ดื่มทีละขวดก็พอ “ ลูกต่อ อย่าเอามามาก ดื่มทีเดียว ๒ ขวดได้ยังไง มากไปนะ เอาไปคืน ” “ ลูกจะดื่มทั้ง ๒ อย่าง น้ำเขียวก็จะดื่ม น้ำดำก็จะดื่ม ” ลูกงอแง “ ไม่เอา ดื่มมาก ๆ เดี๋ยวแน่นท้อง กินข้าวไม่ลง ใครเขาดื่มกันทีละ ๒-๓ ขวด เอาไปคืนเดี๋ยวนี้ ” ลูกทำหน้าบูด เดินกลับเอาไปคืนโดยไม่เต็มใจ แม่เหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ถึงแม้อาการลูกจะดีขึ้น แต่นิสัยที่กลายเป็นเด็กเล็ก ก็ทำให้หนักใจ ไม่ยอมกินข้าวเอง แม่เคี่ยวเข็ญก็หงุดหงิด งอแง ลงท้ายพ่อซึ่งไม่ได้อยู่จำเจกับลูก ก็เรียกลูกมานั่งแล้วป้อนข้าวให้ลูก ซึ่งมองดูรูปร่างสูงใหญ่พอ ๆ กับพ่อแล้ว แม่ทนดูไม่ได้ ก็เดินหนีไป พ่อต้องป้อนลูก ซึ่งอ้าปากรับอาหารเป็นอันดี แม่หมั่นไส้ ตัวโตแต่ทำเป็นเด็กเล็ก พอแม่ขัดใจ ก็โวยวาย “ แม่ ต่อจะออกไปเดินเที่ยวข้างนอกนะ ” ลูกไม่อยากนั่งนอนอย |